|
งานยุทธจักรธรรมกาย งานทางวิชาธรรมกายมี 3 งาน งานเผยแพร่ งานเขียนตำรา งานทำวิชาปราบมาร ท่านต้องการทราบว่าผู้เขียนได้ทำงานดังกล่าวไปแล้วเพียงไรและอย่างไร 1. งานเผยแพร่วิชาธรรมกาย แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยคิดเผยแพร่ แต่ในชีวิตราชการของผม เมื่อย้ายไปเป็นศึกษาธิการอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ตั้งแต่ปี 2514 เป็นต้นมา ก็เริ่มเผยแพร่กันเรื่อยมา จำได้ว่างานแรกเป็นงานของท่านเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง ท่านเจ้าคณะ ฯ จัดงานปริวาสกรรมที่วัดของท่าน มีพระสงฆ์มาร่วมประชุมอยู่หลายร้อยรูป จำเป็นต้องถวายความรู้แก่พระสงฆ์ตามตารางอบรมที่จัดไว้ ผมได้รับมอบหมายให้ถวายความรู้วิชาวิปัสสนา แต่แรกพระสงฆ์ทำธรรมกายไม่เป็น มีการโจษขานกันพอสมควร ต่อมาทำกันเป็นจำนวนมากขึ้น เสียงวิจารณ์เบาลง พอเสร็จงานของท่านเจ้าคณะจังหวัดอ่างทองแล้ว จังหวัดไหนจัดงานปริวาสกรรมบ้าง มักจะเชิญผมไปเป็นวิทยากร จากนั้น มาจนบัดนี้ งานเผยแพร่ติดต่อกันมาไม่ขาดระยะ ข้อที่เราควรพูดกันก็คือ แต่แรกๆ นั้น ไม่มีใครเชื่อเรื่องธรรมกาย เขาเรียนพุทโธกันมาทั้งนั้น และผมเป็นฆราวาสอันตรายมาก ผมทำงานยาก บางจังหวัดไกลแสนไกล ใครเชิญมาผมไปให้ทุกแห่ง ครั้งนั้นการคมนาคมลำบาก ไม่สะดวกเหมือนอย่างทุกวันนี้ อย่างเช่นไปเผยแพร่ที่จังหวัดยโสธร ไปถึงกลางคืน ต้องเดินเท้าจากสถานีรถไปที่วัด ระหว่างเดินเท้าไปนั้น มองไม่เห็นทาง ผมตกลงไปในแปลงควาย เปื้อนโคลนไปทั้งตัว กว่าจะสอนได้ทุลักทุเลดีจริง บางจังหวัดกระเป๋าเดินทางของผมติดรถเข้ากรุงเทพไป ส่วนตัวผมลงที่สถานีจังหวัดอยุธยา ทุกแห่งที่ไปสอน ล้วนแต่มีอุปสรรคนานาประการ เล่าเท่าไร ไม่จบ ระยะนั้นยังเป็นหนุ่มพอสู้กันได้ ก็เพราะลำบากและอุปสรรคร้อยแปดอย่างนี้ ใคร ๆ ก็เบื่อกันทั้งนั้น อย่างอำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี พอพระสงฆ์กำหนดดวงธรรมได้ จะถึงขั้นต่อวิชา 18 กาย ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาเชิญให้ไปทานข้าวมื้อเย็น เราก็หิวอยู่ด้วย จึงบอกแก่พระท่านว่า ทำภาวนาไปก่อน ไปทานข้าวประเดี๋ยวเดียว แล้วจะมาถวายวิชาต่อ ไม่ทันได้ทานข้าว ตำรวจมาจับผม ให้ผมแสดงบัตรประจำตัว ผมไม่ได้นำบัตรประจำตัวไป ตำรวจก็เลยเชิญตัวไปสถานี กว่าจะพูดกันรู้เรื่อง พระที่ท่านรอจะต่อวิชา ก็คอยไม่ไหว ท่านกลับเข้ากลดของท่าน พิธีการของเราก็เสียไปหมด พลอยที่จะเห็นธรรมตลอด 18 กาย จำต้องเลื่อนไป เหตุผลที่ทำแก่ผมเช่นนี้ ทราบภายหลังว่า ไม่ถูกกับเจ้าอาวาส แต่มาทำกับวิทยากรที่ทางวัดเชิญไป ย่อมไม่ชอบด้วยเหตุผล แม้เหตุการณ์อย่างนี้ผมก็โดนมาแล้ว รวมความว่า การเผยแพร่เบื้องต้นเป็นการไปผจญมาร ไม่มีอะไรน่าสนุกเลย มาทราบเอาตอนหลังว่า การไปทุกข์ยากของผมนั้น ได้บารมีชั้นแก่กล้า ระยะที่เราไปสอนแรก ๆ ไม่ได้คิดถึงเรื่องบารมี คิดแต่เพียงว่าสนุก ๆ ใคร ๆ ก็อยากเห็นธรรมกาย แม้แต่เรายังอยาก จึงไม่ควรเกียจคร้าน แม้ตัวเราเองกว่าจะเห็นธรรม วิ่งไปหาครูมาทั่วประเทศ อย่าให้คนอื่นเขาเป็นอย่างเราเลย เรามีความรู้พบจะบอกเขาได้ ควรให้บริการแก่เขา คิดแต่ อย่างนี้ เรื่องบารมีไม่ได้คิด แม่ชีถนอม อาสไวย์ ทราบเรื่องเข้า ท่านชอบใจมาก บอกว่าไม่เห็นใครเหมือนผม ความจริงแม่ชีพูดไม่ถูก ทำไมท่านชอบใจที่เราไปทุกข์ยากกระนั้นหรือ ข่าวทราบไปถึงคุณธีระ วีระกุล สรรพากรจังหวัดอ่างทองสมัยนั้น (ปัจจุบันเป็นสรรพากรเขต) มาให้การสนับสนุนให้เผยแพร่ให้ยิ่งขึ้น ให้ยืมรถยนต์เป็นพาหนะ ให้น้ำมันรถ ให้เงิน ให้อุปการะ ทุกอย่าง ตลอดเวลาที่ผมเผยแพร่ที่จังหวัดอ่างทอง เป็นเวลา 8 ปี สำหรับคุณธีระ วีระกุล สรรพากรจังหวัดผู้นี้ ชะตาชีวิตจะสมพงษ์กับผมอย่างไร ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ชีวิตราชการจะต้องย้ายไปพบกับผมอยู่เรื่อย อย่างเช่นผมเป็นศึกษาธิการอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง คุณธีระก็ไปเป็นสรรพากรจังหวัดอ่างทอง ผมไปเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี คุณธีระก็ไปเป็นสรรพากรจังหวัดปทุมธานี สุดท้าย ผมไปเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร คุณธีระก็ไปเป็นสรรพากรจังหวัดสมุทรสาคร คราวที่คุณธีระเป็นสรรพากรจังหวัดสมุทรสาครนั้นยังไปช่วยงานเผยแพร่วิชาธรรมกายให้อีก คือได้ออกเงินสมทบ สร้างกุฏิให้แก่เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาครอีก เห็นว่าคุณธีระ วีระกุล เป็นคู่สร้างบารมีของผมอย่างแท้จริง ได้ร่วมงานกันมาตั้งแต่ต้นจนปลาย วิชาธรรมกายเป็นทางราชการ ชีวิตราชการของผม ย้ายไปเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี ตั้งแต่ปลายปี 2525 ตราบจนถึงปีนี้ งานเผยแพร่ที่จังหวัดจันทบุรี จัดทำเป็นเรื่องของทางราชการ โดยจัดฝึกอบรมพระสงฆ์และครูอาจารย์ เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นวิทยากร โดยให้วิทยากรออกไปทำการสอน จากนั้น จัดเป็นทางราชการอีกครั้งหนึ่ง โดยจัดอบรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครูอาจารย์ทุกสังกัด เพื่อนำความรู้ทางวิชาธรรมกายไปสอนในโรงเรียนและตามหมู่บ้าน ตามอุดมการณ์แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ได้พิมพ์หนังสือคู่มือให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้เข้ารับการอบรมทุกท่าน ข้อที่ภูมิใจก็คือ วิชาธรรมกายได้รับการต้อนรับจากทางราชการ ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ อันเป็นกระทรวงที่ผมรับราชการอยู่ ผมก็ได้ส่งหนังสือที่ผมเขียนเป็นบรรณาการไปตามกรมต่างๆ บ้างแล้ว หนังสือที่ว่านี้ชื่อ “สร้างคุณธรรม สู่แผ่นดินธรรม" ” สำหรับผู้ปกครองและผู้บริหาร ปกเป็นภาพของหลวงพ่อวัดปากน้ำ เขียนขึ้นหลังจากเล่มแรกจ่ายแก่กำนันผู้ใหญ่บ้านหมดไปแล้ว ต้องการให้ครูอาจารย์และผู้บริหารใช้เป็นคู่มือฝึกศิษย์และผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดเวลาที่ผมรับราชการอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ได้พบผู้มีบุญท่านหนึ่ง เป็นคหบดีของจันทบุรี ประกอบอาชีพค้าพลอย ปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิส่งเสริมหลักเมืองจันทบุรี ชื่อนายวิชัย สมิทธิกรกุล ได้ให้อุปการะแก่ผม โดยออกค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์หนังสือทุกครั้ง ที่สำคัญก็คือ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ผมไปทำวิชาปราบมารในอินเดีย 2. งานเขียนหนังสือวิชาธรรมกาย ผมไม่มีความสันทัดในการเขียนหนังสือมาก่อนเลย ต่อเมื่อมาเผยแพร่วิชาธรรมกาย เกิดความจำเป็นที่จะต้องเขียน เพราะหนังสือ 18 กายของหลวงพ่อ ไม่แสดงวิธีปฏิบัติ และยากสำหรับผู้มีนิสัยปัจจัยน้อย จำเป็นต้องหาวิธีฝึกแนวใหม่ให้ง่ายแก่คนทั่วไป ทั้งการปฏิบัติเบื้องต้น และจนกว่าจะทำวิชาให้เป็น 18 กาย ตามวิธีของหลวงพ่อ จึงได้เขียนหนังสือประกอบ ช่วยให้หนังสือ 18 กายของหลวงพ่อมีความง่ายขึ้น เท่าที่เขียนไปส่วนใหญ่เป็นความรู้เบื้องต้น เล่มปราบมารดูจะยากว่าเล่มอื่น ๆ เท่าที่เขียนไปแล้วมี 4 เล่ม ดังนี้ 1. ธรรมกาย ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย (82 หน้า) 2. วิธีสอนและเทคนิควิธีฝึกให้เป็นธรรมกาย คู่มือของวิปัสสนาจารย์ (176 หน้า) 3. สร้างคุณธรรมสู่แผ่นดินธรรม สำหรับผู้บริหารและผู้ปกครอง (60 หน้า) 4. ปราบมาร สำหรับผู้เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง 3. งานปราบมาร ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะทำวิชาปราบมาร เพราะความรู้ของผู้เขียนเป็นความรู้เบื้องต้น เป็นนักปฏิบัติสมัคเล่น การเผยแพร่ที่เป็นไปแล้ว เป็นเรื่องของความบังเอิญ เป็นเรื่องของการมาพูดให้ถูกใจ ผมจึงไปทำให้ เกรงใจพระสงฆ์ที่ท่านมาเชิญ ไม่ใช่ความเก่งหรือความเชี่ยวชาญ ไม่มีความต้องการในเรื่องชื่อเสียง แต่ท่านผู้มาเชิญมักจะพูดถึงเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ พูดถึงเรื่องวิชาธรรมกาย เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ถูกอารมณ์ของผม ในที่สุด ผมก็ไปเป็นวิทยากรให้เขาจนได้ ชีวิตราชการของผมย้ายไปพบแม่ชีถนอม อาสไวย์ คือ แม่ชีมีสำนักสอนอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ผมย้ายไปเป็นศึกษาธิการอำเภอในจังหวัดนั้น ได้เรียนวิชาธรรมกายจากแม่ชีถนอม อาสไวย์ ครั้นผมย้ายราชการไปเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัด จึงห่างจากแม่ชีถนอม ไม่ได้ไปมาหาสู่กัน จึงนำตำราต่างๆ ที่ท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถรพิมพ์แจกเผยแพร่ มาศึกษาค้นคว้าดู เพราะห่างครูอาจารย์เสียแล้ว ปรากฏว่าอ่านรู้เรื่องและเกิดความเข้าใจ ปกติผมไม่อ่านตำรา เพราะเกรงว่าจะเป็นความรู้ตามตำรา ไม่ใช่ความรู้จากการปฏิบัติ เราเรียนทางปฏิบัติควรฝึกทางปฏิบัติ มันจึงจะเป็นเรื่องของการปฏิบัติอย่างแท้ ถือคติเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร ครั้นอ่านตำราของท่านเจ้าคุณภาวนา ฯ เข้าใจแล้ว ลองปฏิบัติดู ปรากฏว่าทำได้ เลยถูกธาตุธรรมคาดคั้นให้ทำวิชาปราบมารมาตั้งแต่บัดนั้น ตำราปราบมารของผมจึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ เรื่องราวการปราบมารของผม ยังไม่ยุติเพียงนี้ ยังจะมีต่อไป เห็นว่าเนื้อหาสาระของวิชาปราบมารควรผดุงไว้และเผยแพร่กันให้มาก ๆ ไปได้แนวคิดมาจากการไปปราบมารที่อินเดีย ชาวอินเดียหันหลังให้กับคำสอนของพระศาสดา ส่งผลให้อินเดียเป็นเช่นไร เราท่านเข้าใจแล้ว สมบัติล้ำค่าคือคำสอนของพระศาสดา เหตุใดจึงไม่มีการสืบต่อกัน วิชาปราบมารหรือที่เรียกว่า อาสวักขยญาณนั้นมีความสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น กว่าจะรู้เห็นมาได้แต่ละอย่าง แทบเอาชีวิตเข้าแลกทั้งนั้น หากขาดการสืบต่อ คงจะสูญในเร็ววัน ข้อสังเกตของผู้จะเรืองนามวิชาธรรมกาย ผู้เขียนได้รู้จักผู้เรื่องนามวิชาธรรมกายมากมาย มีข้อสังเกตว่า บัณฑิตเหล่านั้นมักมีประวัติ เคยทำวิชาธรรมกายแก้ปัญหาให้ประจักษ์มาแล้วในหมู่นักทำวิชาธรรมกายด้วยกัน บ่งบอกว่าท่านผู้นั้นต่อไปภายหน้าจะต้องมีอะไรพิเศษ อย่างแม่ชีถนอม อาสไวย์ ทำวิชาได้ขลังหลายเรื่อง เราเห็นเข้าต้องยอมรับในความสามารถ โดยเฉพาะการแก้โรค ท่านเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ความรู้ในเรื่องปราบมาร เล่าให้ผู้เขียนฟังไม่รู้จบ ไม่ใช่ผู้เขียนอยากฟัง ท่านเล่าของท่านเอง จะไม่ฟังดูจะเสียมารยาท ฟังไปอย่างนั้น ยิ่งฟังยิ่งไม่รู้เรื่อง ครั้งนั้นผู้เขียนไม่เป็นวิชา เราไม่รู้อะไรกับเขาทั้งนั้น ฟังไปจะได้ประโยชน์อะไร แถมยังเล่าเรื่องพิลึกกึกกือ ให้ฟังเสียด้วย ล้วนแต่เป็นเรื่องรบกับมารทั้งนั้น เราถามอะไร ท่านตอบได้ทั้งนั้น ล้วนแต่เป็นหลักวิชา เป็นเหตุเป็นผล เราเป็นข้าราชการ ฉะนั้นเรื่องเหตุผลเราสันทัด จึงถกกันด้วยความรู้ทางเหตุผล ปรากฏว่า ท่านไม่จนแต้มเราเลย เราเสียอีกเป็นฝ่ายจนแต้ม มาทราบเรื่องที่แม่ชีเล่าถึงการปราบมารทีหลังว่า ธาตุธรรมท่านบังคับให้แม่ชีเล่า เป็นการถ่ายทอดงาน เพราะต่อไปผู้เขียนจะเป็นผู้ปราบมาร จำต้องรับทราบอะไรไว้บ้างเป็นพื้นฐาน ครั้นผู้เขียนทำวิชาปราบมารเข้าจริง กลับไม่เดินวิชาอย่างที่แม่ชีถนอมสอน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นผู้เขียนก็ไม่ทราบ เมื่อเดินวิชารบไปนาน ๆ เข้า แนววิชาเกิดมาตรงกับวิธีทำพระของขวัญของหลวงพ่อ มาตรงหันได้อย่างไร ก็ตอบไม่ได้อีกเช่นกัน บัดนี้ แม่ชีวายชนม์ไปแล้ว แต่ก็ยังช่วยงานปราบมารที่ผมทำอยู่ ไม่ชอบใจอยู่ก็ตอนที่ท่านตายไปนี่เอง ติดขัดเวลาทำวิชาไปถามไถ่อะไร ท่านก็บอกมาให้เราคิดเอง ดวงชะตาของผมมักจะขัดใจกับอาจารย์ตอนที่อาจารย์ตายไปแล้วนั้น เราทำวิชาปราบมารต้องใช้ความรู้สูง ทำ ๆ ไปเกิดติดขัด เข้านิโรธไปถามท่าน ท่านก็โยนมาให้เราคิดเองแทบทั้งนั้น เราโกรธว่า ตอนมีชีวิตอยู่ในโลกท่านสอนได้สอนดี เมื่อไม่ได้ความรู้ จำต้องใช้วิชาเก่า จนกว่าจะได้วิชาใหม่โดยอัตโนมัติ เมื่อมารรุ่นนั้นดับไป ท่านก็มาบอกว่า “ศึกษาฯ ยังไม่ได้คำนวณบริวารให้ฉัน” ผมแก้ลำให้บ้าง คือทำเป็นไม่ได้ยิน อีกกี่เดือนผมก็ไม่ทำให้ อาจารย์ของเราเก่งกว่าเรา บารมีก็มากกว่าเรา เวลาธาตุธรรมรับสั่งขอความเห็น มักจะรวมกันชี้ความเห็นมาแต่ที่ผม ทีเวลางานชี้มาที่เรา อ้างความเป็นครูอาจารย์กัน ใช้กันได้ ขอร้องกันได้ คราวนี้เป็นจังหวะของเราบ้างแล้ว ก็คือเราไม่ทำบริวารให้อาจารย์ของเรา เพราะเราก็โกรธอาจารย์ของเราเป็นเหมือนกัน แต่แล้วเราก็เคืองอาจารย์ของเราไม่นาน ก็ทำวิชาคำนวณบริวารให้ท่าน ตามที่ท่านร้องขอเราไว้ ผมทำให้ทั้งนั้น ที่มีความดีต่อผมครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในโลก ผมไม่ลืมใครเลย ผมทำให้ท่านทั้งนั้น แต่ว่าทำยาก ไม่ใช่ของง่าย ใช้วิชาสูง ใช้บารมีสูง จะกล่าววิชาไว้ให้ฟังไม่ได้เพราะเป็นของยาก พูดได้แต่ว่า จะทำอะไรให้ใคร ต้องดูบารมีของเราและดูบารมีของเขาประกอบกัน บารมีของเราสำคัญที่สุด บารมีของเขาสำคัญเป็นรอง หากผ่ายที่เราจะให้ไม่มีความดีอะไร ทั้งที่เราอยากจะทำให้ใจจะขาด เราทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะนิโรธไม่เกิด ตรัสรู้ก็ไม่เกิด ไม่รู้จะทำอย่างไร เหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ ส่วนครูอาจารย์ของผมทุกท่าน ผมทำให้สารพัด เพราะผมมีบารมีปราบมาร ทีมารผมยังดับได้ เรื่องแค่นี้ถ้าทำถวายท่านไม่ได้ นับว่าแย่มาก อาจารย์ของเราท่านก็ฉลาด ท่านรู้ว่าเราทำได้ ท่านจึงขอร้องมา ท่านผู้ศึกษาอาจข้องใจว่า ทำไมท่านจึงไม่ทำของท่านเอง เพราะท่านก็เป็นเอกในวิชาธรรมกายเหมือนกัน อันนี้น่าพูดกัน ข้อแรกเมื่อกายมนุษย์ดับ ฤทธิ์ของเราหมดลงทันที ถึงหลงเหลืออยู่บ้างก็เล็กน้อย ย่อมทำอะไรยาก ข้อสองบารมีธรรมของท่านก็มากมายอยู่แล้ว บริวารของท่านได้อยู่แล้วตามขีดขั้นแห่งบารมีของท่าน บริวารก็ดี วิมารก็ดี มีรองรับเราไว้สำหรับผู้เป็นวิชาธรรมกายอยู่แล้ว คือ มีรองรับไว้แล้วตามธรรมชาติ หากเราพอแค่นั้น เรื่องก็ยุติแค่นั้น ผมไม่ต้องไปยุ่งกับท่าน แต่แม่ชีเห็นว่า ท่านเป็นอาจารย์ของผู้ทำปราบมาร มันต้องให้อะไรภูมิฐานขึ้น คราวนี้เราต้องทำให้ท่าน เพราะเกินขีดความสามารถของท่านแล้ว ตามที่บรรยายมานี้ เป็นเรื่องเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ พูดกันแต่วิชาการดูจะเบื่อ ขอสรุปว่า ท่านที่จะเรืองนามในทางวิชาธรรมกายนั้น จะต้องมีประวัติแสดงถึงบุญญาภินิหารมาให้ประจักษ์ จำต้องมีเรื่องเล่าขานเกือบทุกท่าน จบเรื่องแม่ชีถนอม อาสไวย์ ขอขึ้นแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น บ้าง แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น เป็นอาจารย์ของผม เห็นธรรมในอิริยาบถเดิน เป็นนักพูดมีวาทศิลป์ คู่หูของท่านคือแม่ชีลูกจันทร์ ขนนกยูง ผมติดสอยห้อยตามท่านมาตลอด คุยน่าฟังพิลึก ผมติดท่านเป็นแตงเมทีเดียว ท่านมีหลานอยู่กับท่าน 2 คน คนหนึ่งเป็นหญิงชื่อหมู คนหนึ่งเป็นชายชื่อกาง เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่าคุณหมูและคุณกางเป็นหนุ่มเป็นสาวไปแคไหนแล้ว ไม่พบนานแล้ว อาจารย์ทองสุขมีความสามารถทำให้ผมเรียนภาวนาได้ แค่นี้ผมก็นับถือ 100 ครั้งแล้ว พยายามทุกสถานจะให้ผมเห็นธรรม จนแล้วจนรอดผมก็ไม่เห็น สอนเท่าไรก็รับ ฝึกเท่าไรก็เชื่อ แต่ก็ไม่เห็นกับเขา คนมาเรียนทีหลังผม เขาเห็นธรรมกันหมด เหลือแต่ผมเท่านั้นที่ไม่ได้เรื่องจริง ๆ อภินิหารของท่านก็คือดุด่าว่าใคร ถึงขนาดฟ้าร้องเอาทีเดียว พูดอะไร ๆ ใครก็เชื่อ คงจะโดยเหตุนี้ หลวงพ่อจึงมอบหมายให้ทำหน้าที่เผยแพร่ มีลูกศิษย์ลูกหามาก มีบุคลิกลักษณะน่าเกรงขาม ทำไมท่านเกิดมาเป็นผู้หญิงก็ไม่รู้ ผมถาม ก็เพราะความเจ้าชู้ของเรานั่นเอง จึงเกิดมาเป็นสตรี ท่านว่าอย่างนั้น ท่านเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่ง เกิดอยากลองของขึ้นมา เหตุใดจึงเป็นหญิง จะลองทำหญิงให้เป็นชาย ท่านเล่าว่าพยายามเดินเครื่องจะให้เป็นชายทำอยู่ 6 เดือน โดยวิชาธรรมกายของท่าน ปรากฏว่าเพศหญิงเปลี่ยนเป็นเพศชาย ทำวิชาได้ผลตอนกลางคืน ขณะที่เพศเป็นชายนั้น อยากสูบบุหรี่ อยากแสดงอะไร ๆ เหมือนชาย แต่มาคิดว่า ท่องมนต์ไม่ได้ สวดมนต์ไม่เป็น หากความเหล่านี้รู้ถึงหลวงพ่อ ก็จะต้องเชิญนายแพทย์มาพิสูจน์ และจะต้องให้บวชเป็นพระสงฆ์ เรื่องราวจะไปกันใหญ่ ตัดความยุ่งยากทั้งหลาย คือเดินวิชาใหม่คือเดินเครื่องถอยหลัง ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เพศชายก็กลับเป็นเพศหญิงตามเดิม ตั้งแต่บัดนั้นมา แม่ชีทองสุขสูบบุหรี่ มาจากเหตุการณ์เปลี่ยนเพศตามวิชาธรรมกายของท่านนั่นเอง ปลายชีวิตของท่าน ท่านป่วยเป็นโรคอะไรก็ไม่ทราบ ผมไปมาหาสู่ท่านทุกวัน เสียใจที่ตัวเองตอนนั้นฐานะทางการเงินไม่ดี ทำราชการเป็นครูเล็ก ๆ อยู่ แต่ได้ดูแลท่านตามสมควร ข้อที่เราควรพูดกันก็คือ ท่านมีอภินิหารคือตาย 3 ครั้ง ครั้งแรกกับครั้งที่ 2 เป็นการตายเล่น ๆ พอผมมาถึง ท่านก็เล่าความ ผมก็รับทราบ แต่อีกครั้งหนึ่งท่านตายจริงๆ แม้จะตายยังแสดงฤทธิ์ ผมกลัวท่านเหลือเกิน ศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำทุกท่าน ล้วนแต่มีบุญญาภินิหารกันทั้งนั้น ผมไม่อาจและมิบังอาจ แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว หากเรามีธุระหน้าที่ไม่เป็นไร ครั้นหมดธุระแล้ว ต้องถวายบังคมลาทันที บอกได้คำเดียวว่า “กลัว” รู้สึกอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร หลวงพ่อท่านลงมาค้นวิชาปราบมาร ศิษย์ของหลวงพ่อไม่ว่าใคร มีบารมีระดับฮ่องเต้ทั้งนั้น ไม่ควรที่เราจะไปยุ่งหากเราไม่ทำประโยชน์ งานปราบมารเป็นงานช้างเป็นงานใหญ่ ระดมสรรพกำลังทุกสถาน ไม่ใช่ของทำง่าย ทำยากนัก ต้องเกี่ยวข้องด้วยอะไรมากมาย ขอเล่าเรื่องแม่ชีทองสุขต่ออีกนิดหนึ่ง เมื่อแม่ชีทองสุขวายชนม์ลง คนที่เสียใจมากคงได้แก่แม่ชีลูกจันทร์ ขนนกยูง เพราะท่านอยู่ด้วยกันและทุกข์ยากกันมานาน คนที่เสียใจรองลงมา คงได้แก่ผมเป็นแน่แท้ รวมทั้งศิษย์คนอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งผมพอจะเดาใจได้ จากนั้นก็เป็นเรื่องการบำเพ็ญกุศล ขอสรุปว่า แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น มีอะไรหลายอย่างบ่งชี้ว่า ท่านจะต้องจำเริญต่อไปในวิชาธรรมกาย เป็นอันจบภาคพื้นดิน ระหว่างผมกับอาจารย์ทองสุข ท่านผู้ศึกษายังอยากทราบว่า ภาคสวรรค์ไม่กล่าวบ้างหรือ กล่าวถึงแม่ชีถนอม อาสไวย์ เท่านั้นหรือ เรื่องเกร็ดคือเรื่องเบาสมอง ระหว่างผมกับแม่ชีทองสุข ไม่มีเอาเสียเลย ไม่ทราบจะกล่าวอย่างไร แม่ชีท่านทราบว่าผมทำวิชาปราบมาร เรื่องราวของผมท่านทราบดี ท่านมีส่วนรู้เห็นงานที่ผมทำ รู้ความยากความลำบากที่ผมประจันอยู่ในเรื่องการปราบมาร ได้แต่เอาใจช่วย เรื่องกัลปนาผลแก่อาจารย์ของผมจัดอย่าไร ท่านอยากทราบกันทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าครูอาจารย์ของผม ผมจัดให้ทั้งหมด ไม่เว้นใครเลย แต่ว่าการได้รับนั้นมีกฎเกณฑ์อยู่ ไม่ใช่ทำได้ตามอำเภอใจ หากท่านอยากทราบ อยากเรียนรู้ ต้องทำวิชาปราบมาร หากไม่ทำวิชาปราบมาร เราจะได้บารมีมาจากไหน บารมีอย่างอื่นทำอะไรไม่ได้มาก ท่านอยากสงเคราะห์พรรคพวกของท่านเมื่อเขาวายชนม์ ท่านมีสิทธิ์คิด แต่ว่าท่านทำไม่ได้ ถามว่าท่านจะใช้บารมีอะไรทำให้เขา ตอบว่าบวชพระ สร้างพระ เผยแพร่ธรรม ฟังดูเข้าที แต่พอเดินวิชาแล้ว ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น บารมีที่ท่านอ้างไม่พอกัน มีเงินล้านเดียว จะให้ได้งานร้อยล้านย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าท่านมีสิทธิ์อุทิศกุศล มีสิทธิ์ทำอะไรให้ไป อนุโมทนาไป เรามีสิทธิ์ทำ แต่ว่าจะให้ได้อย่างที่ผมกล่าวนั้นย่อมไม่ได้ ผมเล่าเรื่องของอุบาสิกาถนอม อาสไวย์ และอุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น ได้ยาวหน่อย เป็นเพราท่านทั้งสองเป็นอาจารย์ของผู้เขียน ได้รู้ได้เห็นกันมาก จึงมีเรื่องเล่ากันมาก และเมื่อเขียนเสร็จพิมพ์เป็นเล่มแล้ว จะต้องเข้าธรรมกายไปให้ ท่านอ่านที่ชั้นดุสิตด้วย เพราะท่านทั้งสองวายชนม์ไปแล้ว ท่านคงอยากทราบว่า ผมเล่าถึงท่านอย่างไรบ้าง คงได้หัวเราะกันลั่นวิมานเป็นแน่แท้ เกจิอาจารย์เอตทัคคะทางวิชาธรรกมายอีกรูปหนึ่งที่ผมเคารพมาก คือ อาจารย์เจ้าคุณภาวนาโกศลเถร (อาจารย์วีระ อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาวัดปากน้ำปัจจุบัน) ผู้เขียนมีส่วนรู้เห็นอยู่บ้าง ตั้งแต่ครั้งผู้เขียนเป็นหนุ่มเคยไปอาศัยกุฏิของท่านพักอาศัยเพื่อเรียนวิชาธรรมกาย พระเดชพระคุณสอนวิชาธรรกมายเบื้องต้นให้ด้วย พระเดชพระคุณบำเพ็ญ ผู้เขียนก็บำเพ็ญด้วย เห็นพระเดชพระคุณค้นทั้งด้านปฏิบัติและค้นพระไตรปิฎกด้วยควบคู่กันไป ถามถึงวิชาความรู้ธรรมกายท่านมักพูดหลักเกณฑ์ออกมาก่อน ไม่พูดตามที่เขาว่า ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ท่านมักยึดหลักก่อนเสมอ แล้วตามด้วยบาลี เป็นการอ้างที่มาที่ไป ป้องกันการโต้แย้ง เมื่อยกบาลีขึ้นว่าแล้ว เป็นอันยุติ แปลกใจที่ว่าพระเดชพระคุณไม่ได้เรียนบาลี แต่อ้างบาลีได้ถูกต้อง แม่ชีถนอม อาสไวย์ เล่าถึงท่านเจ้าคุณภาวนาฯ ว่า ท่านเจ้าคุณฯ เป็นชวเลข แม่ชีพูดวิชาธรรมกายยาว ๆ แต่ท่านเจ้าคุณฯ ขีดกระดาษนิดเดียว ท่านเจ้าคุณ ฯ ก็จำได้หมด ครั้งที่ท่านเจ้าคุณฯ เป็นวิชาใหม่ ๆ คงจะนึกสนุกขึ้นมาอย่างไรไม่ทราบ จะไปขุดหาดวงแก้วกายสิทธิ์ มารเล่นงานท่านเจ้าคุณฯ ท่านเจ้าคุณฯ จึงเจ็บป่วย แม่ชีถนอม อาสไวย์ ต้องมาแก้โรคให้ เป็นวิชาใหม่ๆ จะซุกซนและสนุกอย่านั้นไม่ได้ แม่ชีถนอมเล่าไปหัวเราะไป แม่ชีถนอมเล่าไว้ ผมจึงรวมเรื่องไว้ นักปราชญ์สำคัญมักจะมีเรื่องตลก ๆ เช่นนี้แทบทั้งนั้น ศิษย์ของหลวงพ่อผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย ถึงคราวที่ท่านเจ้าคุณ ฯ จะรวบรวมวิชาธรรมกาย ท่านเล่านั้นมักจะมาเล่าความรู้ให้ท่านเจ้าคุณฯ ฟัง ท่านเจ้าคุณฯ สามารถรวบรวมความรู้วิชาธรรมกายถึงขั้นบริบูรณ์ทีเดียว บัดนี้ วิชาธรรมกายรวบรวมเป็นเล่มได้อย่างอัศจรรย์ ผู้เขียนนึกถึงเรื่องนี้ทีไร เป็นต้องขอบคุณท่านเจ้าคุณฯ ร้อยครั้ง การรวบรวมวิชาธรรมกายได้เป็นชิ้นเป็นอันอย่างนี้ ก็คืองมเข็มในมหาสมุทรดี ๆ นี่เอง ศิษย์ของหลวงพ่ออีกท่านหนึ่ง เป็นผู้คงแก่เรียนวิชาธรรมกายมาแต่ไหนแต่ไร บัดนี้ ท่านทำหน้าที่สอนอยู่ในวัดปากน้ำ จะเป็นด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ กับผู้เขียนนี้หลบกันไปหลีกกันมา ทั้งที่รู้จักท่านมานาน แต่ไม่เคยธรรมสากัจฉาความรู้ทางธรรมกายกันเลย ท่านผู้นี้คือ คุณตรีธา เนียมขำ ผู้เขียนรู้จักศิษย์ของหลวงพ่อที่เชี่ยวชาญวิชาธรรมกายเกือบทั้งหมด แต่เหตุใดเราไม่เคยเสวนาวิชาธรรมกายกับท่านเลย ตั้งแต่สมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งหลวงพ่อมรณภาพ และสืบมาจนบัดนี้ ผลงานแต่ละอย่างของท่าน ล้วนแต่เกินกำลังที่เราจะไขว่คว้าเป็นศูนย์รวมของศิษย์หลวงพ่อ ตามที่บรรยายมานี้ แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่จะเรืองนามในวิชาธรรมกายนั้น ย่อมมีอะไรบ่งบอกให้เป็นที่สะดุดตามาแต่ต้นเสมอ สรุปแล้ว เทวดาให้พวกเรามาร่วมกันพัฒนาวิชาธรรมกายนั่นเอง สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |