|
หมวดสมถะ - วิปัสสนา | “ วิชาธรรมกายคือสื่อแห่งการรู้เห็นที่ละเอียด ผู้เป็นสื่อก็คือกายธรรม กายธรรมเป็นผู้ส่งรู้ส่งญาณให้แก่กายมนุษย์ ถ้าเราไม่เข้าถึงกายธรรม ก็เหมือนเราเป็นคนสายตาสั้น ผลลัพธ์ก็คือเรารู้เห็นได้น้อย เราจึงตกเป็นเหยื่อของมารอย่างสบายมือ เหตุเพราะเขารู้เห็นได้มากกว่าเรา มารเขาจึงเหนือกว่าเราในทุกทาง ” | สมถะภูมิ อารมณ์ของสมถะ ๔๐ ประการ ได้แก่ (ก.) กสิณ ๑๐ (ข.) อสุภะ ๑๐ (ค.) อนุสสติ ๑๐ (ง.) พรหมวิหาร ๔ (จ.) อรูปกรรมฐาน ๔ (ฉ.) อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ (ช.) จตุธาตุววัตถาน ๑ (ก.) กสิณ ๑๐ ประการ คือ ๑.) ปฐวีกสิณ เอาดิน เป็นอารมณ์ ๒.) เตโชกสิณ เอาไฟ เป็นอารมณ์ ๓.) อาโปกสิณ เอาน้ำ เป็นอารมณ์ ๔.) วาโยกสิณ เอาลม เป็นอารมณ์ ๕.) นีลกสิณ เอาสีเขียว เป็นอารมณ์ ๖.) ปิตกสิณ เอาสีเหลือง เป็นอารมณ์ ๗.) โลหิตกสิณ เอาสีแดง เป็นอารมณ์ ๘.) โอทาตกสิณ เอาสีขาว เป็นอารมณ์ ๙.) อาโลกกสิณ เอาแสงสว่าง เป็นอารมณ์ ๑๐.) อากาสกสิณ เอาอากาศ เป็นอารมณ์ ปฐวีกสิณ ผู้เรียนเพ่งดูดินแห่งใดแห่งหนึ่ง เป็นวงกลมเป็นดวงกสิณพอควร ไม่เล็กนักไม่ใหญ่นัก ลืมตาเพ่งดูดวงกสิณวงกลมนั้นให้ติดตา ลืมตาขึ้นก็ให้เห็น หลับตาก็ให้เห็นติดตาเป็น “อุคคหนิมิต” แล้วเพ่งหนักเข้าไปให้เป็น “ปฏิภาคนิมิต” เห็นใสสะอาดเป็นแก้วดุจกระจกส่องหน้า แล้วนึกขยายให้ใหญ่ก็ได้ และย่อให้เล็กลงที่สุดก็ได้ ตามความชอบใจ ทำได้เช่นนี้แล้ว ต่อไปให้เพ่งสิ่งที่เป็นธาตุดิน เช่น พื้นดินและภูเขา ให้ใสเป็นแก้วดุจดังกระจกส่องหน้าไปทุกสิ่งทุกอย่าง ตลอดถึงธาตุดินที่มีอยู่ในกายเรา เช่น กระดูก ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง เป็นต้น ให้ใสเป็นกระจก เฉพาะผืนแผ่นดิน เมื่อเพ่งใสเป็นกระจกส่องหน้าแล้ว จงเอากายมนุษย์เรานี้เข้าไปนั่งในกลางดวงกสิณที่ใสนั้น แล้วพลิกคว่ำพลิกหงายพลิกตะแคง ให้ลอยขึ้นให้จมลง ให้แยกเป็นโพรง ให้เป็นปล่อง ให้เป็นช่องได้ตามใจชอบ ตามความประสงค์ให้ได้ทุกอย่าง เหมือนคนขี่เรือขึ้นบังคับให้หงาย ให้คว่ำ ให้ตะแคง ได้ตามความประสงค์ทุกอย่างฉะนั้น การนำไปใช้บทฝึกที่ ๑ ถ้าจะไปในภพนี้ ก็เอากายมนุษย์ของเรานี้เข้าฌานไป คือเอากายมนุษย์ขึ้นนั่งบนฌาน แล้วเดินฌานสมาบัติ ๗ เที่ยว แล้วนั่งบนฌานไปในที่ต่างๆ ได้ตามปรารถนาเฉพาะภพกายมนุษย์ การนำไปใช้บทฝึกที่ ๒ ถ้าจะไปนรก ให้ใช้กายทิพย์เข้าฌานไป การนำไปใช้บทฝึกที่ ๓ ถ้าจะไปสวรรค์ ๖ ชั้น ให้ใช้กายทิพย์เข้าฌานไป การนำไปใช้บทฝึกที่ ๔ ถ้าจะไปในชั้นของรูปพรหม ๑๖ ชั้น ให้ใช้กายพรหมเข้าฌานไป การนำไปใช้บทฝึกที่ ๕ ถ้าจะไปในชั้นของอรูปพรหม ๔ ชั้น ให้ใช้กายปฐมวิญญาณละเอียดเข้าฌานไป การนำไปใช้บทฝึกที่ ๖ ถ้าจะไปในอายตนะนิพพานหรือไปในภพอื่นๆ ต่างจากนี้ ให้ใช้กายธรรมเข้าฌานไป ที่เรียกว่า “ฌาน” นั้น มีลักษณะใสสะอาดเหมือนกระจกส่องหน้า มีปริมณฑลกลม วัดตัดตรง กว้าง ๒ วา หนา ๒ คืบ วัดโดยรอบกลมรอบตัว ๖ วา มาคอยรองรับอยู่ใต้ที่นั่งของกายนั้นๆ เหมือนดังอาสนะเป็นที่รองรับของผู้นั่งฉะนั้น แต่เปลี่ยนวาระละเอียดกว่ากันเข้าไปเป็นชั้นๆ ทุกที ที่กล่าวมานี้เฉพาะปฐวีกสิณ ส่วนกสิณอื่นๆ อีก ๙ นั้น ก็เพ่งอารมณ์นั้นๆ ให้เกิดอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตให้ใสสะอาดเป็นแก้ว เหมือนกระจกส่องหน้าเช่นเดียวกับปฐวีกสิณ ส่วนวิธีการฝึกอื่นๆ ก็มีนัยเหมือนดังที่กล่าวแล้วในปฐวีกสิณนั้นทุกประการ ผู้ปฏิบัติพึงกระทำตามนัยที่กล่าวนั้นเถิด (ข.) อสุภะ ๑๐ ประการ คือ ๑.) อุทธุมาตกะ อสุภะที่พองขึ้น ๒.) วินีลกะ อสุภะที่มีวรรณะอันเขียวขึ้น ๓.) วิปุพพกะ อสุภะที่มีน้ำหนองไหล ๔.) วิฉิททกะ อสุภะที่เขาสับฟันเป็นช่อง หรืออสุภะที่อืดขึ้น หนังปริออกเป็นช่อง ๕.) วิกขายิตตกะ อสุภะที่สัตว์ยื้อแย่งกลุ้มรุมกิน ๖.) วิขิตตกะ อสุภะที่หลุดขาดออกจากกัน ๗.) หตวิตตกะ อสุภะที่ขาดหลุดกระจัดกระจาย ๘.) โลหิตกะ อสุภะที่เปื้อนเลือด ๙.) ปุฬุวกะ อสุภะที่เต็มไปด้วยหมู่หนอน ๑๐.) อัฏฐิกะ อสุภะที่เหลือแต่ร่างกระดูก วิธีพิจารณานั้น ให้พิจารณาตัวของเราให้เป็นอสุภะจริงๆ จนเกิดนิมิตปรากฏขึ้นเป็นอุคคหนิมิตขึ้นที่ตัวเรานี้จริงๆ พิจารณาไปคราวละอสุภะ จนครบ ๑๐ อสุภะ พิจารณาอันใดก็ให้เกิดนิมิตเป็นอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตขึ้นในอสุภะนั้นๆ ทั้ง ๑๐ อสุภะ เมื่อพิจารณาเห็นตนเป็นอสุภะใดแล้ว จงน้อมจิตไปพิจารณาคนอื่นๆ เถิด จะเห็นเป็นอสุภะอันนั้นเช่นเดียวกันทั้ง ๑๐ อสุภะ (ค.) อนุสสติ ๑๐ ประการ คือ ๑.) พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ๒.) ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์ ๓.) สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์ ๔.) สีลานุสสติ ระลึกถึงศีลของตนเป็นอารมณ์ ๕.) จาคานุสสติ ระลึกถึงทานที่ตนได้บริจาคแล้วเป็นอารมณ์ ๖.) เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดาเป็นอารมณ์ ๗.) มรณานุสสติ ระลึกถึงความตายที่จะมาถึงตนเป็นอารมณ์ ๘.) กายคตานุสสติ ระลึกไปทั่วกายให้เห็นว่าไม่งาม โสโครกน่าเกลียดเป็นอารมณ์ ๙.) อานาปานานุสสติ ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ ๑๐.) อุปสมานุสสติ ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบระงับ (คืออายตนะนิพพาน) เป็นอารมณ์ อธิบาย คือ พุทธานุสสติ ได้แก่ “รู้จริง” ธัมมานุสสติ ได้แก่ “ที่รองรับรู้” สังฆานุสสติ ได้แก่ “ผู้รู้จริง” เมื่อรวมเข้าทั้ง ๓ รัตนะ ก็เป็นอันเดียวกันคือ รู้จริง ที่รองรับรู้ ตัวผู้รู้จริง พิจารณาไปด้วยปัญญา จนเกิดนิมิตเป็นอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต สีลานุสสติ คือระลึกถึงความดีของตนที่ทำไว้ จนเกิดปีติมีความปลื้มใจ อิ่มอกอิ่มใจ เป็นอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้น จาคานุสสติ คือระลึกถึงความชั่วที่ตนได้สละละเว้นได้แล้วอีกนัยหนึ่ง ให้ระลึกถึงวัตถุต่างๆ ที่ตนได้บริจาคไปแล้ว เกิดความปีติยินดี ชื่นชมปลื้มใจ จนเกิดอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตขึ้น เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณงามความดีต่างๆ มี ทาน ศีล ภาวนา ที่ตนได้ทำไปแล้ว ผลบุญทั้งปวงนั้นได้อำนวยผลให้บุคคลเป็นเทวดา แล้วปีติยินดีร่าเริงชื่นบาน จนเกิดอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้น มรณานุสสติ ระลึกถึงความตายที่จะมาถึงตน ปรากฏอยู่ทุกขณะจิต นับตั้งแต่ปฏิสนธิจิตเป็นต้นมา ก็ตายเรื่อยมาเป็นลำดับ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงเป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นสาว แก่ เฒ่า ชรา ย่อมตายเป็นลำดับมาจนถึงทุกวันนี้ จนเกิดนิมิตเป็นอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตขึ้น กายคตานุสสติ ระลึกถึงร่างกายของตนและร่างกายผู้อื่นให้เห็นตามเป็นจริงว่าไม่งาม โสโครก เต็มไปด้วยของปฏิกูล น่าเกลียด พิจารณาตั้งแต่เท้าจนมาถึงศีรษะ จนเกิดเบื่อหน่าย เกิดเป็นอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตขึ้น อานาปานานุสสติ ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ จนเกิดอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตขึ้น อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณของ “อายตนะนิพพาน” อันเป็นที่สงบระงับกิเลส หมดทุกข์เป็นบรมสุขอย่างยิ่ง ให้เกิดความปลื้มปีติ ยินดี ชื่นชม จนเกิดอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตขึ้น (ง.) พรหมวิหาร ๔ ประการ คือ เมตตา คือ การแผ่เมตตาจิตไปในสัตว์ทั้งหลาย ทั้งแสนโกฏจักรวาล อนันตจักรวาล หวังให้สัตว์เป็นสุข กรุณา คือ การแผ่ความเอ็นดูไปในสัตว์ทั้งหลาย คิดจะช่วยให้สัตว์พ้นทุกข์ มุทิตา คือ การแผ่ความยินดีไปในสัตว์ทั้งหลาย พลอยชื่นชมยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี อุเบกขา คือ การวางจิตเป็นกลางมัธยัสถ์แก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติให้เกิดคุณธรรม ๔ ประการนี้ เรียกว่าเป็น “เมตตาวิหารธรรม” เป็นเครื่องอยู่ตรงวงศ์ เมื่อเพ่งกายทิพย์ใสสะอาดเกิดขึ้นแล้ว ปฐมฌานรองรับที่นั่งก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ก่อนไม่หลัง แล้วแผ่แผ่นฌานและแผ่เมตตาไปในสัตว์เต็มจักรวาล ให้ข่ายคือญาณกวาดล้อมเข้ามารวมซ้อนกันอยู่ที่กายของเรากายเดียวทั้งหมด เหมือนแบบซ้อนกาย ซ้อนให้ศูนย์กลางตรงกับกายของเราทั้งหมด อายตนะภายใน ๖ นั่นคือ กายและใจตรงกัน กล่าวคือ ใจอันเป็นที่ตั้งของเห็น – จำ – คิด – รู้ และ เห็น – จำ – คิด – รู้ รวมทั้ง ธาตุเห็น – ธาตุจำ – ธาตุคิด – ธาตุรู้ ของทุกกาย ให้ตรงกับของเราหมด ต่อมา ให้พิจารณา “เมตตา” และโทษของการขาดเมตตา เปรียบเทียบกับตัวเราก่อน แล้วจึงเปรียบเทียบกับผู้อื่น เราชอบอย่างไร ? แม้ผู้อื่นก็ชอบอย่างเดียวกับเรา แล้วแผ่ฌานและเมตตาแก่สัตว์ทั้งหลาย ปล่อยใจให้อ่อนเต็มไปด้วยเมตตาในตัวเราและสัตว์อื่นทั่วไป ที่เราได้นำมาซ้อนไว้ในตัวเรานั้น แล้วเลื่อนปฐมฌานที่ ๑ ลงมา เอาทุติยฌานที่ ๒ เข้ามาซ้อนฌานที่ ๑ แล้วจึงแผ่ฌานและแผ่กรุณาแก่สัตว์ทั้งหมด ออกไปให้เต็มจักรวาล เอาข่ายคือญาณล้อมเข้ามารวมกัน ซ้อนกันที่กายของเรากายเดียว แล้วพิจารณาคุณและโทษของการขาดกรุณาเทียบเคียงใจเรากับใจผู้อื่น แล้วปล่อยใจให้อ่อนเต็มไปด้วยความกรุณาในตัวเราและตัวผู้อื่นที่ซ้อนอยู่ในตัวเรานี้ แล้วเลื่อนฌานที่ ๒ ลงมา เอาตติยฌานที่ ๓ ขึ้นซ้อน แล้วแผ่ฌานและแผ่มุทิตาแก่สรรพสัตว์ออกไปให้เต็มจักรวาล ทำเหมือนกับนัยที่กล่าวแล้วในเรื่องเมตตาและกรุณานั้นเถิด แล้วปล่อยจิตให้อ่อนโยนเต็มไปด้วยความปีติยินดี พลอยชื่นชมในสิ่งของลาภสักการะที่คนอื่นได้รับ แล้วเลื่อนฌานที่ ๓ ลงมาเอาจตุตถฌานที่ ๔ ขึ้นซ้อน แล้วแผ่ฌานและแผ่อุเบกขาแก่สัตว์ทั้งหลายออกไปให้เต็มจักรวาล ดังกล่าวนั้นแล้ว ปล่อยจิตให้อ่อนโยนเต็มไปด้วยอุเบกขา วางเฉยมัธยัสถ์ในสิ่งของและลาภสักการะที่ได้มาสมเจตนาแล้วทั้งของตนและของผู้อื่น ถ้าจะให้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ต้องเพ่งกสิณสมาบัติไปด้วย แล้วเดินฌานอนุโลมและปฏิโลม เป็นลำดับไปเช่นนี้ เกิดอำนาจมากคือทำให้หมู่ชนติดและนิยมชมเชยสรรเสริญมาก (พระอาจารย์ศรีวิชัย จังหวัดเชียงใหม่) มีอภินิหารผู้คนแตกตื่นขึ้นชื่อลือนาม ผู้คนเคารพนับถือ บริบูรณ์ด้วยเงินทอง และลาภสักการะนั้น ก็เพราะ ปฏิบัติเมตตาวิหารธรรม ตามนัยที่กล่าวนั้น (จ.) อรูปกรรมฐาน ๔ ประการ คือ อากาสานัญจายตนะ เพ่งกสิณ ๙ ประการไปแล้ว เว้นอากาสกสิณเสีย แล้วจงเพ่งดูอากาศว่างเปล่า ในดวงกสิณที่เพิกแล้ว นั้นเป็นอารมณ์ว่า “อากาศว่าง” เท่าดวงจิตกสิณที่เพิกแล้วนั้นไม่มีที่สิ้นสุด จนเกิดสมาธิ วิญญาณัญจายตนะ กำหนดเอาจิตยึดหน่วงเอาปฐมรูปวิญญาณ ที่อาศัยเต็มว่างนั้นเป็นอารมณ์ กระทำบริกรรมนึกว่า “วิญญาณเต็มว่าง” ในอากาสานัญจายตนะนั้นยังหยาบไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ อากิญจัญญายตนะ กำหนดจิตยึดหน่วงเอาวิญญาณัญจายตนะนั้น ละเอียดนิดหนึ่งหน่อยหนึ่งไม่มี เป็นอารมณ์จนเกิดสมาธิ เนวสัญญานาสัญญายตนะ กำหนดจิตยึดหน่วงเอาตติยรูปกรรมฐานที่ ๓ คือ อากิญจัญญายตนะเป็นอารมณ์ กระทำบริกรรมนึกว่า “สัญญาเต็มว่าง” ในอรูปกรรมฐานที่ ๓ นี้ละเอียดนักประณีตนัก จะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ จนเกิดสมาธิ ที่ยกสัญญาขึ้นกล่าวเป็นประธานนัยนี้ ที่แท้จะละเอียดแต่สัญญาสิ่งเดียวหามิได้ แม้จิตและเจตสิกและบรรดาสัมปยุตจิต ก็ละเอียดเหมือนกันหมด (เจตสิก – อารมณ์ที่เกิดแก่ใจ ; สัมปยุตจิต – สิ่งปรุงแต่งให้จิตเกิดอารมณ์ ; เพิก – ถอนอารมณ์นั้น) (ฉ.) อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ คือ อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือ การกำหนดยึดหน่วงเอาความปฏิกูลโสโครก เน่าน่าเกลียดต่างๆ นานาในอาหาร และความยากลำบากในการแสวงหาอาหารบิณฑบาต เป็นที่น่าสังเวชเป็นอารมณ์จนเกิดอุปจารสมาธิ (ช.) จตุธาตุววัตถาน ๑ คือ จตุธาตุววัตถาน คือ การกำหนดจิตยึดหน่วงเอาร่างกายนี้สักแต่ว่าธาตุทั้ง ๔ ประชุมกันอยู่ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มาประชุมกัน ถ้าแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ ก็จะเป็นสิ่งปฏิกูลสิ่งโสโครก น่าเกลียด พึงกำหนดสีสัณฐานวรรณะ ให้แน่แก่ใจไม่คลาดเคลื่อน แล้วพิจารณาให้เห็นสภาพตามเป็นจริงว่า ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา นั่นคือธาตุทั้ง ๔ เท่านั้น ให้เป็นอารมณ์ของจิตจนเกิดสมาธิขึ้น (หน่วง – หน่วงเหนี่ยวอารมณ์ ดึงไว้ เหนี่ยวไว้) สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |