Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรระดับสูง arrow วิชชามรรคผลพิสดาร2
วิชชามรรคผลพิสดาร2(16) PDF พิมพ์ ส่งเมล

หลักสูตรวิปัสสนาหรือโลกุตรภูมิเรียนอะไรกันบ้าง ?

     มาถึงขั้นตอนการเรียนรู้ในหลักสูตรวิปัสสนาว่า เขากำหนดให้เรียนอะไรบ้าง ? หลักสูตรนี้ต้องเรียนเรื่องขันธ์ ๕ – อายตนะ ๑๒ – ธาตุ ๑๘ – อินทรีย์ ๒๒ – อริยสัจ ๔ – ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ต้องเรียนรู้โดยอาศัยกายธรรม จึงจะเห็นได้ กายธรรมเป็นผู้เห็น แล้วส่งรู้ส่งญาณให้กายมนุษย์ได้รู้เห็นตาม กายธรรมเป็นสื่อให้เป็นสะพานให้ นั่นเอง กายโลกีย์ทั้งปวงไปรู้เห็นไม่ได้ กายโลกีย์ก็คือกายมนุษย์ กายทิพย์ กายปฐมวิญญาณหยาบ (กายพรหมหยาบและกายพรหมละเอียด) กายปฐมวิญญาณละเอียด (กายอรูปพรหมหยาบและกายอรูปพรหมละเอียด)

     เรื่องของขันธ์ ๕ – อายตนะ ๑๒ – ธาตุ ๑๘ – อินทรีย์ ๒๒ – อริยสัจ ๔ – ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ตำราเขาก็เขียนไว้อย่างนี้ แต่ไม่มีรายละเอียดอะไรเลย ! ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอะไร ? อยู่ที่ไหน ? มีรูปพรรณสัณฐานอย่างไร ? ไม่มีใครอธิบายได้ทั้งนั้น

     ในประเทศไทยของเรานี้ ใม่มีใครบอกความรู้ละเอียดอย่างนี้แก่เราได้เลย มีท่านเดียวที่จะอธิบายความชัดเจนเรื่องยากอย่างนี้ให้เราได้คือ หลวงพ่อวัดปากน้ำเท่านั้น (พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อสด จนฺทสโร) เหตุที่ท่านอธิบายได้ เพราะท่านปฏิบัติธรรมเข้าถึงกายธรรมได้ ท่านจึงนำความรู้ยากๆ มาบอกแก่เราได้ ตรงนี้เองคือ เครื่องมือวัดความรู้

     หากอยากทราบว่าใครมีความรู้ทางธรรมแค่ไหน ? ไม่ยากเลย ก็เอาเรื่องวิปัสสนาเพียงเรื่องเดียว ให้อธิบายให้ฟัง เพื่อดูว่าเขาอธิบายได้หรือไม่ ? ให้บอกรูปร่าง บอกหน้าตาของขันธ์ ๕ แค่นี้ก็จบกันแล้ว จะพึ่งตำรา ตำราทางศาสนาไม่มีรายละเอียดอะไร ? ได้แต่กล่าวหัวข้อไว้เท่านั้น แล้วเราจะเอาอะไรไปตอบให้ใครเข้าใจได้

     เกจิอาจารย์ทั้งหลายสายวิปัสสนาต่างๆ จนปัญญาตรงนี้ เพราะเหตุใดจึงว่าจนปัญญา ? เหตุที่จนปัญญาเพราะเรายังเข้าไม่ถึงกายธรรม เราจึงไม่รู้ไม่เห็น เมื่อเราไม่รู้ไม่เห็น ส่งผลให้ความรู้ของเราจำกัดเพียงแค่นั้น เพราะเกจิอาจารย์สายต่างๆ ส่วนใหญ่ก็เรียนเพียงหลักสูตรสมถะเพียงบางบทเท่านั้น แล้วก็สอนสืบต่อกันมา ยังไม่มีเกจิอาจารย์ใดเรียนหลักสูตรสมถะครบถ้วน ตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำทำหลักสูตรไว้ ดังที่เราได้เรียนผ่านมาแล้ว ความรู้ว่าด้วยปริยัติก็ดี ปฏิบัติก็ดี ปฏิเวธก็ดี จึงนำมายึดถือเป็นตำราไม่ได้ ดังนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงเป็นท่านแรกที่มาฟื้นฟูทั้งหลักสูตรสมถะและหลักสูตรวิปัสสนา ชนิดที่เรียกว่าถือเป็นตำราได้ ดังที่เรากำลังเรียนอยู่ขณะนี้

 

อธิบายรูปร่างหน้าตาของขันธ์ ๕ ว่ามีรูปพรรณสัณฐานอย่างไร ?

     ตำราอธิบายว่า ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์

รูปขันธ์ ก็คือ ดวงกาย

เวทนาขันธ์ ก็คือ ดวงเห็น

สัญญาขันธ์ ก็คือ ดวงจำ

สังขารขันธ์ ก็คือ ดวงคิด

วิญญาณขันธ์ ก็คือ ดวงรู้

     ดังนั้น ขันธ์ ๕ ก็คือ ดวงกายกับดวงใจ ใจประกอบด้วย ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ ใจก็คือ เห็น-จำ-คิด-รู้ ประกอบกันเข้าก็เป็น ๑ กาย ใจของผู้ใดก็เป็นกายของเขาผู้นั้น กายเป็นที่อยู่อาศัยของใจ กายเป็นบ้านเรือนและใจเป็นเจ้าของบ้าน ใจเป็นนายและกายเป็นผู้รับใช้ คือเป็นบ่าว นี่คือความรู้หลักที่เราต้องเข้าใจก่อนพูดในภาพรวมให้เข้าใจง่าย ก็ว่าขันธ์ ๕ คือกายกับใจ นั่นเอง

     ใจคือ เห็น-จำ-คิด-รู้ รวม ๔ อย่าง เรียกว่าใจ เมื่อเข้าใจหลักใหญ่แล้ว ต่อไปเราก็เรียนความละเอียดของใจ แต่ใจเป็นของละเอียด มองด้วยสายตาไม่เห็น ต้องเรียนรู้ด้วยสายตาของกายธรรม จึงจะรู้เห็นได้ ต้องเข้าใจประเด็นตรงนี้ให้ชัดว่า ใจเป็นเรื่องละเอียดยากที่จะรู้เห็น ต้องอาศัยกายธรรมจึงจะรู้เห็นได้ คือกายธรรมท่านเป็นสื่อให้เป็นสะพานให้ นั่นเอง

     ตำราอธิบายว่า รูปขันธ์คือดวงกาย มีขนาดเล็กกว่าปลายขนจามรี จามรีคือสัตว์ที่มีเส้นขนละเอียด ดวงกายนี้ตั้งอยู่ในกำเนิดเดิมและกำเนิดเดิมนี้ เป็นจุดใสเล็ก อยู่กลางดวงธรรมคืออยู่กลางดวงปฐมมรรค มีลักษณะกลมขาวใสสะอาด ครั้งแรกดูดวงกำเนิดเดิมก่อน เวลาดูต้องดูที่ดวงปฐมมรรค ให้จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงปฐมมรรคว่างไปก่อน จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงปฐมมรรคคือ “กลาง” (คำพระเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา) พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่าง ก็เห็นดวงกำเนิดเดิม เป็นจุดใสเช่นเดียวกัน ส่งใจนิ่งมองดวงกำเนิดเดิม ให้ดวงกำเนิดเดิมขยายออก จึงเห็น “ดวงกาย” ส่งใจนิ่งกลางดวงกายก็จะเห็น ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ ซ้อนกันอยู่ ยากอย่างนี้ ! ละเอียดอย่างนี้ ! แล้วจะมีเกจิอาจารย์ใดอธิบายได้ ที่ข้าพเจ้าว่ามีหลวงพ่อวัดปากน้ำองค์เดียวเท่านั้นที่อธิบายได้ ถูกต้องแล้ว !

     นี่คือรูปพรรณสัณฐาน รูปร่างหน้าตาของขันธ์ ๕ ที่มีขนาดเล็กเท่าปลายขนจามรี

     ต่อมาตำราอธิบายว่า ส่วนหยาบของขันธ์ ๕ ขยายหยาบออกมา ดวงกายย่อเล็กก็เท่าปลายขนจามรี ให้เราดูร่างกายตัวเรา แรกเกิดตัวเราเป็นกุมารน้อย คือตัวเล็ก ต่อมากายของเราโตขึ้น ดวงกายที่ว่าขนาดเท่าขนจามรีนั้น ก็ขยายโตไปตามร่างกายของเราด้วย ตำราท่านว่าส่วนของกายโตเท่าไร ? เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ก็โตตามดวงกายด้วย นั่นคือดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ โตไปตามดวงกาย และถ้ากายมนุษย์ที่ใหญ่ๆขึ้นไป จนตัวเต็มจักรวาล ขนาดของ เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ก็โตเท่าขนาดของลำตัว

     ตรงนี้ท่านอาจไม่เข้าใจ ว่าทำไมตัวของเราจึงโตเต็มจักรวาลได้ ? นี่เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง ถ้าท่านเป็นวิชาแล้วไม่ยากเลย ท่านเรียกว่าการทำกายของเราให้เป็นกายสุดหยาบ เช่น กายมนุษย์ของเรานี้ คือตัวของเรากายนี้ ขณะนี้เราถือว่ากายมนุษย์กายนี้เป็นกายสุดหยาบ ถ้าเราจะทำให้หยาบกว่านี้ เราจะทำอย่างไร ? ก็ให้ส่งใจนิ่งไปกลางดวงธรรมในท้องของเรา พอใจของเราถูก “กลาง” (กลางคือจุดใสเท่าปลายเข็ม) พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่าง เรานึกให้เกิดกายใหม่ให้หยาบกว่ากายมนุษย์กายนี้ หน้าตาเหมือนกันกับกายตัวของเรานี้ เส้นขนตามกายก็โตขึ้น ให้เราส่งใจนิ่งลงไปที่กายโตกายใหม่นั้น นิ่งลงไปกลางดวงธรรมในท้องของกายใหม่นั้นอีก ให้เกิดกายใหม่ขึ้นมาอีก ให้มีขนาดโตกว่ากายเดิมอีก เราก็จะได้กายโตกว่าเดิม เนื้อหนังหยาบกว่าเดิม ทำเรื่อยไป จนไปถึงกายที่โตเต็มจักรวาล แล้วเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ในกายใหม่ที่เกิดนั้น ก็มีขนาดโตเท่ากับกายทั้งปวงนั้น คือ เห็น-จำ-คิด-รู้ มีขนาดโตไปตามขนาดของกาย นี่คือการเดินวิชาเพื่อไปหากายสุดหยาบ

     ส่วนการเดินวิชาไปเพื่อหากายสุดละเอียด มีวิธีอีกอย่างหนึ่งก็คือการเดินวิชา ๑๘ กาย นั่นเอง คือ ลำดับดวงธรรมในท้องกายมนุษย์ ๖ ดวงธรรม คือดวงธรรม-ดวงศีล-ดวงสมาธิ-ดวงปัญญา-ดวงวิมุตติ-ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก็มาถึงกายมนุษย์ละเอียด (กายฝัน) กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายพรหมหยาบ (กายรูปพรหมหยาบ) กายพรหมละเอียด (กายรูปพรหมละเอียด) กายอรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด กายธรรมโคตรภูหยาบ กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดาหยาบ กายธรรมพระโสดาละเอียด กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ กายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด กายธรรมพระอนาคามีหยาบ กายธรรมพระอนาคามีละเอียด กายธรรมพระอรหัตหยาบ กายธรรมพระอรหัตละเอียด รวม ๑๘ กาย

     ขณะนี้ถือว่ากายธรรมพระอรหัตละเอียดเป็นกายสุดละเอียด เราก็หยุดนิ่งกลางดวงธรรมของกายธรรมพระอรหัตละเอียด เพื่อหากายสุดละเอียดต่อไปอีก คือให้ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมในท้องกายธรรมพระอรหัตละเอียด แล้วก็ท่องใจ พระอรหัตละเอียดในพระอรหัตละเอียด ก็จะเกิดกายธรรมพระอรหัตละเอียดองค์ใหม่เกิดขึ้น จากนั้น ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมในท้องกายธรรมพระอรหัตละเอียดองค์ใหม่ ท่องใจ พระอรหัตละเอียดในพระอรหัตละเอียดอีก ก็เกิดกายธรรมองค์ใหม่เกิดขึ้นอีก ทำเช่นนี้เรื่อยไป เพื่อหากายสุดละเอียดต่อไปอีก กายสุดท้ายที่เราเดินวิชาไปถึง ถือว่าเป็นกายสุดละเอียดที่เราทำได้ หากเราขยันทำต่อไปอีก เราก็ได้กายสุดละเอียดต่อไปอีก

     สรุปว่า การเดินวิชาไปละเอียดเท่าไร ? ขันธ์ ๕ ก็ละเอียดไปตามกายที่ละเอียดเหล่านั้น

     ดังนั้น จึงขอให้เข้าใจวิธีเดินวิชาไปหากายสุดหยาบและไปหากายสุดละเอียดว่าทำอย่างไร ?

 

การเดินวิชาหลักสูตรสมถะและวิปัสสนาไม่เหมือนกัน

     การเดินวิชาของหลักสูตรสมถะใช้ ๓ ดวงธรรม คือดวงปฐมมรรค-ดวงทุติยมรรค-ดวงตติยมรรค ส่วนหลักสูตรวิปัสสนาใช้ ๖ ดวงธรรม คือดวงปฐมมรรค (ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน)-ดวงศีล-ดวงสมาธิ-ดวงปัญญา-ดวงวิมุตติ-ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     เหตุผลก็คือให้เหมาะสมกับหลักสูตร โดยหลักสูตรเบื้องต้นใช้ ๓ ดวงธรรม หลักสูตรชั้นสูงใช้ ๖ ดวงธรรม หากท่านจะใช้ ๖ ดวงธรรมทุกหลักสูตรก็ได้

 

ขนาดของขันธ์ ๕

     ขนาดของขันธ์ ๕ อย่างละเอียดกล่าวแล้ว อย่างปกติก็คือตามที่ตำรากล่าวไว้แล้ว อย่างเช่น

รูปขันธ์ มีขนาดเท่าฟองไข่ไก่ หรือเท่าเบ้าตา

เวทนาขันธ์ มีขนาดเท่าไข่ขาว หรือเท่าลูกตา

สัญญาขันธ์ มีขนาดเท่าไข่แดงของไก่ หรือลูกตาขาว

สังขารขันธ์ มีขนาดเท่าลูกตาดำ

วิญญาณขันธ์ มีขนาดเท่าแววตาดำของเรา

 

ใครเป็นผู้ดูแลขันธ์ ๕ ? และเมื่อเราตายไป ใครเป็นผู้เก็บรักษาขันธ์ ๕ ?

     ขันธ์ ๕ หรือที่เราเรียกว่าดวงกายกับดวงใจนั้น ผู้เลี้ยงในกายเป็นผู้ดูแลรักษา ผู้เลี้ยงในกายก็คือจักรพรรดิ ซึ่งมีอยู่ในกายทุกกาย ได้แก่จุลจักร มหาจักร และบรมจักร คำว่า จักร” เป็นคำย่อ คำเต็มก็คือ “จักรพรรดิ” หลวงพ่อท่านเรียกภาคผู้เลี้ยง เรียกย่อว่าผู้เลี้ยง แต่ถ้าเราพบเห็นเป็นดวงแก้วกลมตามร้านขายเพชรพลอย เราเรียกดวงกายสิทธิ์ ในดวงนั้นมีกายสิทธิ์ คำว่า “กายสิทธิ์” ก็คือจักรพรรดินั่นเอง ซึ่งยังต้องสร้างบารมีเพิ่มเติม ชนิดเก่งจะหายไปทั้งดวง ดังนั้น การเก็บรักษาต้องระวังให้ดี

     สรุปแล้วโดยภาพรวม ทั้งชนิดในกายและนอกกายเป็นอย่างเดียวกัน ต่างกันที่ระดับแห่งบารมี ถ้าบารมีแก่กล้าก็เลื่อนระดับเลื่อนฐานะขึ้นไป เหมือนชั้นยศของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เครื่องทรงคือเครื่องประดับก็ต่างกัน

     จักรพรรดิมี ๓ ระดับ คือจุลจักร มหาจักร และบรมจักร อยู่ในกายใด ก็เรียกชื่อกายนั้นนำหน้าก่อน เช่น ทิพย์จักร พรหมจักร อรูปพรหมจักร ธรรมจักร หมายความว่าอยู่ในกายทิพย์ กายรูปพรหม (กายพรหม) กายอรูปพรหม และในกายธรรม นี่คือหลักใหญ่ๆ แต่ครั้งนั้น หลวงพ่อเรียกกายพรหมว่ากายปฐมวิญญาณหยาบ และเรียกกายอรูปพรหมว่ากายปฐมวิญญาณละเอียด ท่านเรียกจักรพรรดิในกายอย่างไร ? เราก็เรียกตามท่าน เช่น เรียกจุลปฐม ฯ มหาปฐม ฯ บรมปฐม ฯ เราก็เรียกตามท่าน เมื่อเข้าใจกฎเกณฑ์แล้ว ก็ง่ายไม่มีอะไรยาก ว่าการเรียกชื่อจักรพรรดิหรือเรียกภาคผู้เลี้ยง มีกฎเกณฑ์การเรียกอย่างไร ?

     คราวนี้มาถึงประเด็นที่ว่า ใครเป็นผู้ดูแลขันธ์ ๕ ของเรา ? หากเราต้องตายไป ความรู้นี้เป็นความรู้ลึกซึ้ง คนทั้งโลกไม่มีใครมีความรู้อย่างนี้ แต่หลวงพ่อท่านรู้ ท่านก็สอนเรา ดังที่เรากำลังเรียนอยู่ขณะนี้ ใครเป็นคนดูแลดวงกายและใจของเราในเมื่อเราตายไป คำตอบก็คือจักรพรรดิท่านดูแลไว้ให้ และเมื่อเรามาเกิดใหม่ ท่านก็เอาดวงกายและใจของเรามาคืนให้แก่เรา และเราก็ใช้ดวงกายและใจนั้นต่อไปในชาติที่เรามาเกิดใหม่นั้น

     ต่อคำถามที่ว่า จักรพรรดิใดกันแน่ที่เก็บรักษาดวงกายและใจของเราไว้ เพราะในการเก็บรักษา จักรพรรดิท่านส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ จักรพรรดิในกายมนุษย์ก็ส่งต่อกันไปเป็นลำดับ หมดจักรพรรดิในกายมนุษย์แล้ว ก็ส่งต่อไปให้จักรพรรดิในกายมนุษย์ละเอียด (กายฝัน) และต่อๆ กันไปในจักรพรรดิของกายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายพรหมหยาบ (กายรูปพรหมหยาบ) กายพรหมละเอียด (กายรูปพรหมละเอียด) กายอรูปพรหมหยาบ-ละเอียด กายธรรมโคตรภูหยาบ-ละเอียด กายธรรมพระโสดาหยาบ-ละเอียด กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ-ละเอียด กายธรรมพระอนาคามีหยาบ-ละเอียด กายธรรมพระอรหัตหยาบ-ละเอียด กายธรรมพระอรหัตละเอียดในกายธรรมพระอรหัตละเอียดๆๆๆๆ ไปจนสุดละเอียด ไม่รู้ว่าจักรพรรดิกายสุดละเอียดองค์ใดที่เป็นผู้เก็บรักษา เพราะกายสุดละเอียดนั้นสุดที่จะประมาณทีเดียว

     คราวนี้ก็มาถึงชาติที่เรามาเกิดใหม่ ในขณะที่ปฏิสนธิจิต คือการประสมใจระหว่างบิดามารดาของเรากับตัวเราผู้มาเกิด จักรพรรดิผู้ทำหน้าที่เก็บรักษาดวงกายและใจของเรา ก็จะนำมาส่งคืนแก่เรา โดย จักรพรรดิในกายธรรมสุดละเอียดส่งต่อกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงกายมนุษย์คือตัวเรานี้ เมื่อเราได้ดวงกายและดวงใจแล้ว เราก็เกิดมาเป็นกุมารต่อไป เนื้อหาสาระของความรู้ก็มีเท่านี้

 

การพิจารณาว่าขันธ์ ๕ เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา

     อนิจฺจํ แปลว่า ไม่เที่ยง เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แก่ชราไปเรื่อยๆ เจ็บไข้เป็นโรคเป็นภัย และก็ตายไปในที่สุด ความแก่ชรา การเจ็บไข้ และการตาย เป็นทุกข์ เราบังคับไม่ให้แก่ชราเราบังคับไม่ได้ จะไม่ให้เป็นโรคภัย เราก็บังคับไม่ได้ และเราจะไม่ให้ตาย เราก็ไปบังคับไม่ได้ การบังคับไม่ได้นี่เอง ท่านจึงสอนไม่ให้เรายึดมั่นถือมั่นตัวตน การยึดมั่นไม่ได้นี่เอง เรียกว่าเป็นอนัตตา

     อะไรเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ขันธ์ ๕ เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา นั่นก็คือดวงทุกข์กับดวงสมุทัยนั่นเองที่เป็นตัวการ ทั้ง ๒ ดวงนี้เป็นดวงดำหุ้มใจของเราอยู่ เป็นความรู้ชั้นสูงที่ท่านต้องเรียนต่อไป

     กายโลกีย์ทั้งหมด คือกายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายพรหมหยาบ กายพรหมละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น ส่วนกายธรรมทั้งหมดเป็นกาย นิจจัง สุขัง อัตตา

 

ยุคนั้นยังค้นได้ไม่ครบ ๑๘ กายเหมือนปัจจุบัน

     ตำรากล่าวว่า กายที่ ๕ คือกายธรรม เป็นกายที่ปล่อยอุปาทาน ไม่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ เป็นกายมรรคสัจจ์ตลอดถึงนิโรธสัจจ์ เห็นแจ้งว่า ๔ กายข้างต้นเป็นทุกขสัจจ์และสมุทัยสัจจ์เป็นโลกีย์ มีอุปาทานยึดมั่นถือมั่น

     ครั้งนั้น การค้นวิชายังค้นไม่ครบ ๑๘ กายเหมือนเช่นยุคปัจจุบัน การค้นวิชาค้นได้เพียง กายมนุษย์ กายทิพย์ กายปฐมวิญญาณหยาบ (คือกายพรหม) กายปฐมวิญญาณละเอียด (คือกายอรูปพรหม) และกายธรรม รวม ๕ กาย ตำรากล่าวว่ากายธรรมเป็นกายโลกุตระ เป็นกายทำมรรคให้เกิดขึ้นได้ เป็นกายทำนิโรธได้ สามารถดับทุกข์และดับสมุทัยได้ แต่กาย ๔ กายซึ่งเป็นกายโลกีย์ อันได้แก่ กายมนุษย์ กายทิพย์ กายปฐมวิญญาณหยาบ กายปฐมวิญญาณละเอียด เป็นกายอยู่ในบังคับของทุกข์และสมุทัย ไม่สามารถประหารให้ทุกข์กับสมุทัยดับไปได้ จึงเป็นกายอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การที่กายธรรมสามารถทำมรรคและทำนิโรธประหารทุกข์กับสมุทัยให้ดับไปได้ กายธรรมจึงรอดพ้นจากการบังคับของทุกข์และสมุทัย กายธรรมจึงมีฐานะเป็น นิจจัง สุขัง อัตตา

     ดวงทุกข์กับดวงสมุทัย เป็นดวงดำหุ้มขันธ์ ๕ ของกายทั้ง ๔ ในรูปแบบวงแหวน ลักษณะนี้เป็นลักษณะการถูกปกครองของทุกขสัจจ์และสมุทัยสัจจ์ ดวงทุกข์เป็นผล ดวงสมุทัยเป็นเหตุ ทำงานเป็นทีมรับส่งกันเหมือนเล่นฟุตบอล กายทั้ง ๔ จึงทุกข์ร้อน ไม่พ้นทุกข์ไปได้ แต่กายธรรมทำดวงใสได้ คือทำดวงมรรคและดวงนิโรธให้เกิดขึ้นได้ เอามาดับดวงทุกข์และ ดวงสมุทัยซึ่งเป็นดวงดำได้ กายธรรมจึงพ้นจากการบังคับของทุกข์และสมุทัย

 

ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คืออริยสัจ ๔

     เราเคยได้ยินคำว่า “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค” คืออริยสัจ ๔ มาแล้ว วันนี้เรามาพบตำราเขาเติมคำ “สัจจ์” กำกับลงไปในคำทั้ง ๔ นั้น

     คำว่า “สัจจ์” เขียนอย่างคำบาลี แปลว่า เที่ยงแท้แน่นอน หมายถึงการเดินวิชาปกครองที่ทำได้อย่างเด็ดขาด ฝ่ายของทุกข์ และสมุทัย เขาก็ทำได้เด็ดขาด ใครโดนวิชาของเขาแล้ว ต้องได้รับทุกข์อย่างเที่ยงแท้แน่นอน ทางฝ่ายของนิโรธและมรรค เขาก็ทำวิชาแก้ ใครโดนวิชาแก้ขนานนี้เข้าไปแล้ว ทุกข์ต้องสูญสิ้นทั้งนั้น ทุกข์ต้องดับไปทั้งนั้น เที่ยงแท้แน่นอนอย่างนี้ ในทางภาษาจึงเอาคำว่า “สัจจ์” ใส่กำกับลงไป

     ทุกข์สมุทัย-นิโรธมรรค เป็นคู่ปรับกันมา แต่ก่อนสมัยที่ข้าพเจ้าเรียนหนังสือตามโรงเรียนอยู่ ข้าพเจ้าไม่คิดอะไรมาก แต่พอข้าพเจ้าได้มาเดินวิชาธรรมกาย จึงได้รู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ทุกข์กับสมุทัยเป็นวิชาปกครองของมาร ส่วนนิโรธกับมรรคเป็นวิชาแก้ของธรรมภาคขาว การที่เราต้อง แก่ เจ็บไข้ และตาย นั้น เป็นการบังคับของวิชามารคือทุกข์กับสมุทัยนี่เอง แก้กันมานานแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นเด็ดขาด ขอให้ท่านผู้คงแก่เรียน จงเรียนรู้ต่อไปเถิด ไม่ใช่เรื่องธรรมดา !

 

คำถามท้ายบทเรื่องวิปัสสนาภูมิ

     ๑. คำว่าวิปัสสนาแปลว่าอะไร ? การเรียนหลักสูตรนี้ ท่านให้เรียนเรื่องใดบ้าง ?

     ๒. การรวมความรู้วิชาธรรมกายรุ่นก่อน กล่าวถึงกายต่างๆ มีกี่กาย ? มีชื่อกายอะไรบ้าง ? ปัจจุบันมี ๑๘ กายมีชื่อกายอะไรบ้าง ?

     ๓. กายโลกีย์คือกายอะไรบ้าง ? กายโลกุตระคือกายอะไรบ้าง ? กายธรรมกำจัดกิเลสอะไรได้บ้าง ?

     ๔. จงแสดงความเกี่ยวข้องของคำว่า ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา กายธรรม มาให้ดู

     ๕. จงอธิบายให้ความหมายของคำต่อไปนี้ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ การประชุมพระไตรปิฎก ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

     ๖. ขันธ์ ๕ คืออะไร ? จงบอกลักษณะและขนาดให้ละเอียด

     ๗. เมื่อเราตายไป ใครเป็นผู้เก็บรักษาขันธ์ ๕ ให้เรา ? และเมื่อเรามาเกิดใหม่ ใครเป็นผู้จัดขันธ์ ๕ ให้เรา ? จงบรรยายให้ละเอียด

     ๘. ที่ว่ากายมนุษย์ของเราเต็มจักรวาลนั้นคืออย่างไร ? จงแสดงการเดินวิชาเพื่อเข้าหากายสุดหยาบและกายสุดละเอียดมาให้ดู

     ๙. ผู้เลี้ยงในกายคืออะไร ? มีชื่อเรียกอย่างไร ? จงบอกกฎเกณฑ์การเรียกชื่อให้ละเอียด

     ๑๐. การเดินวิชาลำดับดวงธรรมในกายหลักสูตรสมถะกับวิปัสสนาต่างกันอย่างไร ? จงบอกชื่อดวงธรรมในกายทั้งสองหลักสูตรด้วย

     ๑๑. จงอธิบายว่าขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้ชัดเจน

     ๑๒. เพราะเหตุใดกายธรรมจึงเป็น นิจจัง สุขัง อัตตา ?

     ๑๓. อุปาทานคืออะไร ? กายอะไรที่ปล่อยอุปาทานได้ ? เกี่ยวข้องกับคำว่ามรรคสัจจ์และนิโรธสัจจ์อย่างไร ?

     ๑๔. กายอะไรที่ปล่อยอุปาทานไม่ได้ ? เกี่ยวข้องกับคำว่าทุกข์สัจจ์และสมุทัยสัจจ์อย่างไร ?

     ๑๕. เหตุใดมนุษย์จึงแก่ เจ็บ ตาย ? ให้นำความรู้ที่ท่านเรียนในบทนี้มาตอบ

     ๑๖. วิทยาลัยเขาเชิญท่านไปบรรยายให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีฟัง ให้เวลาบรรยาย ๑ ชั่วโมงครึ่ง ในหัวข้อว่า “การพัฒนาใจหลักสูตรสมถะต่างกับหลักสูตรวิปัสสนาในเรื่องใดบ้าง ?” จงเขียนหัวข้อการบรรยายมาดู

     ๑๗. จะเรียนวิชาธรรมกายหลักสูตรวิปัสสนา จะไปค้นคว้าเรียนได้จากตำราของใคร ? ตำรานั้นอยู่ที่ใด ?

 

     (ตอบ : วิชาธรรมกายหลักสูตรวิปัสสนา คือ เรื่อง ขันธ์ ๕ – อายตนะ ๑๒ – ธาตุ ๑๘ – อินทรีย์ ๒๒ – อริยสัจ ๔ – ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ นั้น โปรดไปค้นจากตำราวิชาธรรมกายชั้นสูง เขียนโดย นายการุณย์ บุญมานุช (อดีตผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี) ในเล่ม “แนวเดินวิชาหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร” ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ และในเล่มของ “แนวเดินวิชาหลักสูตรคู่มือสมภาร” ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

     ตำราเหล่านี้ มีจำหน่ายที่ สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง ๖๗๙/๗๑-๗๔ ถนนประชาอุทิศ ซอย ๔๕ แขวงบางมด เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ ๑๐๑๔๐ โทร. (๐๒) ๘๗๒-๙๘๙๘

     ตำราวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรมีจำหน่ายที่ สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง รวมทั้งหนังสือสำคัญคือวิชาธรรมกายชั้นสูง หลักสูตรปราบมาร ๕ ภาค คือ ปราบมารภาค ๑ – ปราบมารภาค ๒ – ปราบมารภาค ๓ – ปราบมารภาค ๔ – ปราบมารภาค ๕ รวม ๕ เล่ม มีจำหน่ายที่สำนักพิมพ์นี้ด้วย โปรดไปติดตามหาได้ นอกจากนี้ ยังมีตำราวิชาธรรมกายหลักสูตรต่างๆ อีกหลายเล่ม ล้วนแต่น่าสนใจทั้งนั้น เข้าไปสำนักพิมพ์นี้แล้ว ได้พบวิชาธรรมกายทั้งปวงทีเดียว ท่านควรให้ความสนใจ เพราะเวลานี้คนมีความรู้วิชาธรรมกายหายากแล้ว ไม่มีใครอธิบายให้ท่านฟังได้ ไม่มีใครชี้แนะให้ท่านเข้าใจได้ ดังนั้น ตำราวิชาธรรมกายทั้งปวง ที่เขียนโดยอาจารย์การุณย์ บุญมานุช จึงมีความจำเป็นต่อผู้มีบารมีธรรมอย่างยิ่ง ท่านต้องอ่านเองและสัมผัสด้วยตัวท่านเองแล้วจะเข้าใจ)

สารบัญ 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 24 November 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org