|
หมวดปกิณกะ | “ ตำราสำคัญที่หลวงพ่อไม่ได้ทำไว้คือ ตำราว่าด้วยการปราบมาร หรือเรียกว่าตำราพิชัยสงคราม หรือเรียกว่าวิชาอาสวักขยญาณใหญ่ เป็นวิชาที่เราใช้ทำสงครามกับมาร เอาไว้รบกับมาร ซึ่งวิชานี้เป็นของพระพุทธเจ้าภาคปราบ ยากที่เราจะเรียนรู้ได้ เพราะเป็นวิชาธรรมกายชั้นสูงมาก บัดนี้ ! ตำราปราบมารเกิดขึ้นในโลกแล้ว คือปราบมารภาค ๑-๒-๓-๔-๕ มีเนื้อหาสาระควรแก่การเรียนรู้ โปรดติดตามหามาเรียนรู้ให้จงได้ ” | หลวงพ่อทำตำราวิชาธรรมกายไว้มีกี่เล่ม ? เป็นคำถามสำคัญที่ไม่มีใครตอบได้ ! คำถามมีอยู่ว่า วิชาธรรมกายที่หลวงพ่อค้นคว้าได้ หลวงพ่อก็เขียนตำราไว้ เฉพาะที่เป็นหนังสือมีกี่เล่ม ? หนังสือเหล่านั้นมีชื่อว่าอะไรบ้าง ? ตอบว่า ตำราวิชาธรรมกายที่หลวงพ่อค้นคว้าความรู้ไว้นั้น ทำไว้เป็นตำรา มี ๔ เล่ม คือ ๑. ชื่อหนังสือ “ทางมรรคผล” วิธีไหว้พระบูชาพระและหลักการสอนสมถวิปัสสนา เป็นหลักสูตรวิชาธรรมกายเบื้องต้น เราเรียกว่าหลักสูตรวิชา ๑๘ กาย ถ้าเรียกว่า “ทางมรรคผล” ผู้คนไม่รู้จัก ถ้าเรียกว่าเล่มเบื้องต้นหลักสูตร ๑๘ กาย ผู้คนจะรู้จัก สมัยที่ข้าพเจ้าเป็นศึกษาธิการอำเภอ เวลาไปสอนพระ ซื้อไปเล่มละ ๒ บาท เพื่อถวายพระ เป็นหนังสือที่วัดปากน้ำแจกฟรีแก่ผู้มาเรียน ตั้งแต่สมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ แจกฟรีมาตลอด ๒. ชื่อหนังสือ “คู่มือสมภาร” เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง พิมพ์ถวายสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เรียบเรียงโดย น.ส.ฉลวย สมบัติสุข ทีมงานที่จัดทำมี ๓ ท่าน คือ อุบาสิกานวรัตน์ หิรัญรักษ์ อุบาสิกาสมทรง สุดสาคร น.ส.ฉลวย สมบัติสุข เป็นความรู้ระดับยาก มี ๑๕ บท หากรวมเรื่องของภาคผู้เลี้ยงด้วย จะมี ๓๐ บท เล่มนี้พิมพ์ในสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ ๓. ชื่อหนังสือ “วิชชามรรคผลพิสดารภาค ๑” เป็นความรู้วิชาธรรมกายชั้นสูง เป็นความรู้ระดับยาก มี ๔๖ บท พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ โดยท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถร (อาจารย์วีระ คุณุตฺตโม) อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ เป็นผู้จัดพิมพ์ (ไม่ได้พิมพ์ในสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่) ๔. ชื่อหนังสือ “วิชชามรรคผลพิสดารภาค ๒” เป็นความรู้วิชาธรรมกายชั้นสูง เป็นความรู้ระดับยาก มี ๒๒ บท และภาคผนวกอีก ๒ บท พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ โดยท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถร (อาจารย์วีระ คุณุตฺตโม) อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ เป็นผู้จัดพิมพ์ (ไม่ได้พิมพ์ในสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่) สรุปแล้ว ตำราวิชาธรรมกายที่พิมพ์ในสมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่ มี ๒ เล่มเท่านั้น ส่วนหลักสูตรยากคือวิชชามรรคผลพิสดาร ๑ และวิชชามรรคผลพิสดาร ๒ พิมพ์หลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพแล้ว ความรู้วิชาธรรมกาย นอกจากตำราทั้ง ๔ เล่มแล้ว ยังมีปรากฏอีกในคำเทศน์ของหลวงพ่อ ๖๒ กัณฑ์ ข้าพเจ้าเคยอ่านแล้ว ส่วนใหญ่เป็นความรู้เบื้องต้น ไม่ใช่วิชาชั้นสูง เนื้อหาสาระส่วนใหญ่ ก็คือ หลวงพ่อเทศน์ไปแล้ว ก็โยงเข้าวิชาธรรมกายตลอด แต่เป็นความรู้เบื้องต้น ข้าพเจ้าจึงไม่คิดนำมาขยายความ เหตุเกิดจากประสบการณ์ในสมัยที่เป็นศึกษาธิการอำเภอ ข้าพเจ้าได้ไปสอนพระสงฆ์ตามจังหวัดต่างๆ ซื้อตำราวิชาธรรมกายเล่ม “ทางมรรคผล” คือเล่มเบื้องต้น ตอนนั้นเล่มละ ๒ บาท นำไปถวายพระ พระท่านร้องเรียนว่า แม้ว่าเห็นดวงปฐมมรรคแล้ว ก็ไม่สามารถเดินวิชา ๑๘ กายได้ ทั้งที่อ่านเล่ม “ทางมรรคผล” จำได้หมดเล่มแล้ว เป็นภาระที่ข้าพเจ้าต้องต่อวิชาให้ท่านเหล่านั้นทั้งหมด ดังนั้น ตำราจึงมีส่วนช่วยได้น้อย จึงเป็นความล้มเหลวในการเผยแพร่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากลับมาอ่านตำราดูใหม่ ก็เป็นจริงอย่างที่พระท่านออกความเห็น ตำราวิชาธรรมกายทุกเล่ม ถ้าพูดอย่างพระก็ว่า นั่นคือ ความรู้ปริยัติ ยังไม่เป็นปฏิบัติแท้ แต่ถ้าพูดอย่างทางโลกก็ว่า ตำราวิชาธรรมกายนั้นยังเป็นทฤษฎีอยู่ ยังไม่ได้พิสูจน์เหมือนหนึ่งเป็นทฤษฎีเรขาคณิต แต่ยังไม่ได้แสดงการพิสูจน์ ข้าพเจ้าจึงนำตำราวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรมาขยายความใหม่ โดยการอธิบายความหมาย เสร็จแล้ว แสดงการเดินวิชาให้ดู ทำเช่นนี้ทุกบทเรียน เพื่อให้เกิดความง่ายแก่ผู้เรียน เพราะวิชาธรรมกายเป็นภาคปฏิบัติ ไม่ใช่ภาควิชาการ เมื่อนำมาขยายความให้ทุกหลักสูตรแล้ว ปรากฏว่าเป็นที่พอใจแก่ผู้สนใจ ส่งผลให้งานเผยแพร่ของข้าพเจ้าประสบความสำเร็จพอสมควรทีเดียว การนำวิชาธรรมกายมาขยายความนั้น ก็เพื่อให้เกิดความง่ายขึ้น เพื่อให้ความยากลดลงบ้าง เราจะได้อ่านรู้เรื่อง และทราบวิธีปฏิบัติทางใจว่า การปฏิบัติทางใจในความรู้บทต่างๆ นั้น มีรายละเอียดในการปฏิบัติอย่างไร ? เพราะได้แสดงวิธีเดินวิชาไว้แล้วในทุกบทและในทุกหลักสูตร ขึ้นชื่อว่าวิชาธรรมกายแล้ว ยากทั้งนั้น ! ไม่มีวิชาธรรมกายหลักสูตรใดง่ายเลย ! ถ้าเราไม่คิดค้นทำวิชาธรรมกายให้ง่ายต่อการเรียนรู้ วิชาธรรมกายจะเสื่อมสลายและดับสูญแน่นอน เพราะไม่มีผู้ปฏิบัติได้ เนื่องจากความยากเป็นเหตุสำคัญ อ่านแล้วก็ไม่รู้เรื่อง ! อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ ! อ่านแล้วหาแนวปฏิบัติไม่ได้ ! นี่คือมูลเหตุของการสูญสลายของวิชา ข้าพเจ้าจึงคิดวิธีให้อ่านแล้วรู้เรื่อง อ่านแล้วให้รู้วิธีปฏิบัติทางใจ จึงได้นำวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรมาขยายความ จึงขอเชิญท่านทั้งปวงติดตามค้นหานำมาอ่านให้ครบทุกหลักสูตร น่าเป็นห่วงทั้งการสอนความรู้เบื้องต้นและวิชาชั้นสูง ดังนี้ ความรู้เบื้องต้น สอนแบบไร้ประสิทธิผล และความรู้ชั้นสูงเพี้ยนไป ไม่ว่าที่ใดจะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น การสอนเบื้องต้น คือการสอนให้เป็นธรรมกาย และการสอนให้เป็นวิชา ๑๘ กาย ไม่ว่าที่ไหนก็ไร้ประสิทธิผล ที่ว่าไร้ประสิทธิผลก็คือ มีคนเห็นธรรมน้อย เนื่องจากผู้สอนไม่สันทัด ไม่เรียนรู้วิธีสอนที่ดี ทำให้การสอนล้มเหลว เป็นที่น่าเป็นห่วงมาก ผู้เป็นวิปัสสนาจารย์ หรือที่เรียกว่าวิทยากร สอนไม่เป็น ขาดการเรียนรู้วิธีสอนที่ดี จึงขอให้อ่านตำราเล่ม “วิธีสอนและเทคนิควิธีฝึกให้เป็นธรรมกาย” (คู่มือวิปัสสนาจารย์) ส่วนความรู้วิชาธรรมกายชั้นสูง ยิ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะผู้เรียนไม่เคยเปิดตำราทบทวนความรู้ แม้จะมีรู้มีญาณ ก็เป็นรู้ญาณที่มารเขาชักจูงไป ถือว่าเคยเรียนมาอย่างไรก็ยังฝึกแบบนั้นอยู่ ถ้าหากผู้เรียนไม่เคยตรวจสอบความถูกต้องทางวิชา ไม่เคยเปิดตำราทบทวนความรู้เลย นี่เองคือที่มาของความเพี้ยนทางวิชา แล้วก็เปิดช่องให้มารเข้ามาสอดแทรกในวิชาของเราได้ นี่คืออันตรายมาก ! เมื่อวิชาเพี้ยนมากเข้า มารก็ได้โอกาสพลิกธาตุธรรมไป เกิดการเสียหายทางบารมีทันที เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ ! ยังมีผลกระทบมาถึงส่วนรวมด้วย มีผลกระทบอย่างไร ? ท่านคงไม่ลืมว่า หลวงพ่อเคยสอนว่า ธรรมภาคขาวเดินวิชาอย่างไร ? ท่านสอนให้เข้ากลางดวงธรรม-ดวงศีล-ดวงสมาธิ-ดวงปัญญา-ดวงวิมุตติ-ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เรื่อยไป คือเข้ากลางดวงธรรมเรื่อยไป เพราะดวงธรรมมีละเอียดเข้าไปไม่มีที่สิ้นสุด ท่านจึงว่า “กลางของกลางๆๆ จากหยาบไปหาละเอียดๆๆ ” ก็คือเข้ากลางดวงธรรมเรื่อยไป แต่ถ้าวิชาเพี้ยน จะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์นี้ จึงน่าเป็นห่วง ข้าพเจ้าจึงปรารภว่า ขอให้อ่านตำราเข้าไว้ ทบทวนความรู้กับตำราเข้าไว้ แม้พระสงฆ์ยังต้องลงฟังพระปาฏิโมกข์ คือทบทวนวินัยอยู่เสมอๆ แต่วิชาธรรมกายยากกว่านั้น เหตุใดเราไม่กางตำรามาทบทวนความรู้ ? ตำราทุกหลักสูตร ข้าพเจ้าขยายความให้แล้ว จะเอาหลักสูตรขนานแท้ของหลวงพ่อก็ได้ มีให้ท่านเลือก ข้องใจอะไรถามข้าพเจ้าได้ มีตำราแล้ว ต้องเปิดอ่าน ! อย่าให้ความรู้อยู่แต่ในตำรา เราต้องอ่านทบทวนบ่อยๆ ความรู้ของเราจะเกิดความถูกต้อง อย่าให้ความรู้เพี้ยน ! ข้าพเจ้าอยากเห็นทุกสำนักสอนวิชาธรรมกายเบื้องต้นได้เฉียบคม สามเณรฤดูร้อนต้องสอนได้แบบยกรุ่น ถ้าสอนโรงเรียน ต้องเห็นกายธรรมแบบยกชั้นเรียน หรือยกโรงเรียน ถ้าทำไม่ได้ ! ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจด้วย เพียงแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ! แล้ววิชาชั้นสูงจะให้ข้าพเจ้าไว้วางใจได้อย่างไร ? ถ้าเป็นการเข้าค่ายฝึก เพียง ๒ คืน นักเรียนจะทำได้แบบยกชั้นเรียน หมายความว่า เห็นกายธรรมเบื้องต้น ๔ กายธรรมก่อน คือกายธรรมพระโสดา กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี กายธรรมพระอรหัต อีกคืนเดียวก็สามารถเดินวิชา ๑๘ กายได้ นี่คือหลักสูตรเบื้องต้น ถ้าจะให้เห็นแบบยกโรงเรียน คือต้องแบ่งนักเรียนออกเป็นหมวดหมู่ อย่าให้เกินกำลังของวิทยากร ก็สามารถเห็นธรรมยกโรงเรียน ถ้าสอนสามเณรภาคฤดูร้อน ไม่ว่าจะมีจำนวนเท่าไร ? ในเวลาเพียง ๒ วัน ก็สามารถเห็นธรรมได้แบบยกรุ่น ขอแต่ว่าระหว่างสอน ขอให้มีครูอาจารย์มาช่วยวิทยากรควบคุม การสอนจะได้ผลมาก ถ้าวิทยากรต้องสอนด้วยและต้องทำหน้าที่ปกครองด้วย การสอนจะได้ผลน้อยกว่า เพราะต้องเสียเวลาไปปกครอง ทำให้การสอนดำเนินไปไม่สะดวก ดังนั้น โรงเรียนต้องช่วยปกครองเด็กด้วย เพื่อให้วิทยากรของข้าพเจ้าสอนได้เต็มที่ แล้วจะเกิดผลเป็นอัศจรรย์ เรื่องอานิสงส์ของการสอนนี้ เป็นความรู้ของหลวงพ่อที่เคยบอกข้าพเจ้าไว้ โดยย้อนหลังไปเมื่อปี ๒๔๙๖-๒๔๙๗ สมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นนักเรียนฝึกหัดครูพระนคร พอโรงเรียนปิดเทอม ข้าพเจ้าก็มาฝึกเรียนวิชาธรรมกายเบื้องต้นที่วัดปากน้ำ จำคำของหลวงพ่อท่านพูดได้ว่า ไอ้หนู ! หลวงพ่อจะบอกให้ ถ้าสอนใครให้เห็นดวงธรรม เราจะได้บุญเท่ากับบวชพระสงฆ์ ๑๐,๐๐๐ รูป แต่ถ้าสอนให้เขาเห็นได้ ๑๘ กาย จะได้บุญเท่ากับบวชพระสงฆ์ ๔๐,๐๐๐ รูปทีเดียว ดังนั้น โรงเรียนโดยผู้อำนวยการ หรืออาจารย์ใหญ่ หรือครูอาจารย์ ที่จัดให้มีการฝึกจิตใจจนนักเรียนเห็นกายธรรม บุญบารมีจะเกิดแก่ผู้อำนวยการหรืออาจารย์ใหญ่หรือครูอาจารย์ที่จัดการ ไม่รู้ว่าจะเท่าไร ? ให้ท่านคำนวณเอาเอง นักเรียนจะเป็นคนที่มีคุณธรรม ใจของเขาจะสว่างสดใส ปัญหาของสังคมก็จะเบาบางลงไป เพราะเยาวชนมีคุณธรรม หากท่านใดมีความประสงค์จะเป็นวิปัสสนาจารย์หรือวิทยากร ? เพื่อจะทำการสอนให้เฉียบคม ตามวิธีการของข้าพเจ้า ก็ไม่ยากอะไร ? โปรดติดตามกับคณะของข้าพเจ้า ดังนี้ - นายแพทย์นิพนธ์ หลงประดิษฐ์ - เภสัชกรชูชัย ศรีสุชินวงศ์ - คุณนรินทร์ เอื้อศิริวรรณ (วศ.ม.) แล้วเขาจะแนะนำท่านเอง จนในที่สุดท่านจะเป็นวิปัสสนาจารย์ได้ แล้วการสอนของท่านก็จะอัศจรรย์อย่างที่กองทัพธรรมของข้าพเจ้าทำได้ในขณะนี้ กองทัพธรรมของข้าพเจ้าได้บารมีไปแล้วไม่รู้ว่าเท่าไรแล้ว ? แต่ท่านยังไม่เคลื่อนไหวอะไรเลย ? นี่คือการพลาดโอกาสของท่าน น่าเสียดายเวลาที่ผ่านไปโดยที่ท่านไม่ได้บารมีอะไรเลย ! ถ้าอ่านตำราของข้าพเจ้าครบทุกเล่มทุกหลักสูตรแล้ว แปลว่าโชคดี ได้บารมีไปส่วนหนึ่งแล้ว ถ้ายังอ่านได้ไม่ครบ ก็แปลว่า ประมาทเสียแล้ว ! ล่าช้าอยู่ทำไม ? เหตุใดจึงยอมให้มีอะไรมาขัดขวางการเรียนรู้ของเรา ? เมื่ออ่านตำราของข้าพเจ้าได้ครบแล้ว งานสร้างบารมีของท่านจะเกิดขึ้นทันที เพราะเราปล่อยชีวิตล่วงเลยมานานแล้ว เสียเวลามานานแล้ว ชีวิตเปล่าประโยชน์มามากแล้ว ตั้งต้นสร้างบารมีได้แล้ว ชีวิตของท่านดำเนินมาอย่างไร ? เหตุใดป่านนี้แล้วยังไม่เป็นวิปัสสนาจารย์ ? มีเหตุขัดข้องอะไรหรือ ? แล้วเราจะไปเอาบารมีได้ที่ไหน ? นี่แหละที่หลวงพ่อท่านพูดว่า สุดแต่วาสนาบารมีแต่ปางหลัง ป่านนี้แล้ว ยังไม่ได้พบกัน แล้วจะได้บารมีอะไร ? บางท่านมาพบข้าพเจ้า ก็ใกล้จะเกษียณราชการ ส่วนข้าพเจ้านั้นเกษียณราชการไปแล้วหลายปี พอเกษียณราชการ ก็ป่วยเป็นมะเร็งกล่องเสียง ต้องรับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลรามาธิบดี บัดนี้ ! ข้าพเจ้าพูดไม่ได้ การสื่อความใช้เขียนหนังสือ ท่านผู้มีบุญไปพบเพื่อฝึกเป็นวิปัสสนาจารย์ ข้าพจ้าได้พบท่านผู้มีบารมีเหล่านั้น ข้าพเจ้าอุทานว่า ทำไมผู้อำนวยการมาพบข้าพเจ้าตอนข้าพเจ้าแก่แล้ว ? ตอนข้าพเจ้าเป็นหนุ่มๆ ผู้อำนวยการไปอยู่ที่ไหน ? ขาดบารมีไปบานเบิก สมัยข้าพเจ้าเป็นศึกษาธิการอำเภอหนุ่มๆ ผู้อำนวยการไปอยู่ที่ไหน ? ทำไมไม่ฝากเงินค่ารถให้ข้าพเจ้าไปสอนพระสงฆ์จังหวัดต่างๆ ? หากเราได้พบกันตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนี้บารมีของเราไม่รู้จะแค่ไหนแล้ว ? การได้พบข้าพเจ้าล่าเกินเวลา เป็นผลร้ายแก่ท่านมากมาย เพราะเสียประโยชน์ในงานสร้างบารมี มารมันก็พาท่านไปร้อยเอ็ดเจ็ดหัวเมือง กว่าจะพบข้าพเจ้า ก็สายแล้วทุกอย่าง แปลว่าโชคไม่ดี ! บรรยายมาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าไปว่าผู้อำนวยการอย่างนั้นจะถูกหรือ ? เพราะการไปพบข้าพเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย ขอยกเรื่องของทนายกิตติ เอี่ยมโอภาส เป็นอุทาหรณ์ ปกติท่านจะไปเยี่ยมข้าพเจ้าบ่อยๆ ต่อมาหายไปนาน จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านพาครอบครัวไปหาข้าพเจ้าที่จันทบุรี ข้าพเจ้าตกใจ ! ทำไมวันนี้ทนายยกครอบครัวมา ? ถามท่านดู ท่านตอบดังนี้ ตั้งโครงการจะมาหาข้าพเจ้านั้น คอยจังหวะเป็นปี แต่พอจะมาเยี่ยม มักมีอุปสรรคร้อยแปด สุดท้ายก็มาหาข้าพเจ้าไม่ได้ ที่พาครอบครัวมาวันนี้ เป็นเรื่องด่วนเกิดจากไปขับรถชนคน เราจะชดใช้ค่าเสียหายให้ แต่เขาไม่ยอม จะขึ้นโรงขึ้นศาลให้ได้ จึงตัดสินใจพาครอบครัวมาเยี่ยมข้าพเจ้าในวันนี้ ข้าพเจ้าทำอย่างไร ? ข้าพเจ้าก็แก้ไขโดยวิชาธรรมกาย ให้คณะเดินวิชาตามเทป เพราะตอนนี้ข้าพเจ้าพูดไม่ได้แล้ว พอถึงกลางคืน ข้าพเจ้าให้คณะไปพักโรงแรม รุ่งขึ้นคณะก็เดินทางกลับ อีก ๒ วันต่อมา ทนายกิตติ เอี่ยมโอภาส โทรศัพท์แจ้งว่า กรณีขับรถชนคนนั้นตกลงกับคู่กรณีได้แล้ว เรื่องก็จบลงแค่นั้น ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ถ้าขึ้นโรงขึ้นศาล ลูกชายของทนายคือคุณปิยเมต เอี่ยมโอภาส ก็จะเรียนไม่จบแพทย์ปีนี้ ใครมาขอความช่วยเหลือ ? ข้าพเจ้าแก้ให้ได้ ข้าพเจ้าจะสบายใจมาก ก็สรุปว่า การไปพบข้าพเจ้า ไม่ใช่เรื่องง่าย ! ข้าพเจ้าได้ยินพวกเราพูดกันหนาหูแล้ว มักจะพบอุปสรรคต่างๆ ก่อนนี้ข้าพเจ้าไม่สนใจ แต่ตอนนี้พวกเราปรารภตรงกัน ถ้าจะไปหาข้าพเจ้า ต้องเดินวิชา ๑๘ กายให้โล่งใจ จึงจะไม่มีอุปสรรค ! เพราะอะไรจึงมีอุปสรรค ? ก็มารมันคอยขัดขวาง เพราะข้าพเจ้าปราบมารอยู่แล้ว เป็นคู่ปรับของข้าพเจ้า เจอกันที่ไหน ? ก็รบกันที่นั่น ! อีกอย่างหนึ่งการไปหาข้าพเจ้าหมายถึงว่า เป็นการไปได้บารมีแพง มารเขาไม่ต้องการให้ใครได้บารมีอยู่แล้ว เขาก็ขัดขวางเรื่อยไป ดังนั้น อย่าลืมวิธีของข้าพเจ้า คือหมั่นเดินวิชาไว้ เดินวิชาจนกว่าอารมณ์ของเราเกิดความบันเทิง แล้วอุปสรรคก็จะไม่มีไปเอง ชาตินี้ดวงดีที่เกิดมาพบวิชาธรรมกาย จงสร้างบารมีให้เต็มที่ เป็นโอกาสทองของเราแล้ว ถ้าจ้องแต่จะรวย แล้วปีไหนจะรวย ? มารเขาจะยอมให้เรารวยหรือ ? จะรอให้เป็นใหญ่เป็นโต มารเขาจะยอมให้เราหรือ ? มัวแต่รีรออยู่ เดี๋ยวเราก็ตายจากโลกนี้แล้ว โอกาสสร้างบารมีไม่มากแล้ว บางท่านอายุมาก แปลว่าใกล้ความตายแล้ว ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ? จ้องจะให้รวยก่อน บางท่านรับราชการ จ้องจะให้เป็นผู้อำนวยการก่อน แล้วจึงจะไปหาข้าพเจ้า ถ้าคอยอยู่อย่างนี้ ชีวิตของเราพลาดท่าให้แก่มารแล้ว คือเราจะไม่ได้สร้างบารมี เพราะถึงอย่างไรเราก็รวยไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรเราก็เลื่อนเป็นผู้อำนวยการไม่ได้ เพราะมารเขาขัดขวางอยู่ทุกรูปแบบ เราสร้างบารมีไปเลย ส่วนว่าจะได้อะไรหรือไม่ ? เราไม่ต้องคิด ! แล้วเราจะได้ไปเอง ถึงเรารวยเราก็ตาย แม้เราได้เป็นอธิบดี เราไม่ตายหรือ ? ช่วงเวลาที่เราไม่ได้สร้างบารมีนั้น เป็นบารมีที่งามไพศาลยิ่งนัก เราปล่อยให้เวลาล่วงไปอย่างนั้นไม่ได้ เราจะต้องทำงานสร้างบารมีตั้งแต่วันนี้ จะคอยให้เรามีความพร้อมในทุกเรื่องนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อตกลงใจสร้างบารมีแล้ว ท่านทำได้ตลอดหรือเปล่า ? ท่านมีความอดทนแค่ไหน ? เพราะงานสร้างบารมีไม่ราบรื่น ไม่ใช่เดินอยู่บนกองดอกไม้ ท่านจะพบปัญหาร้อยแปด จะพบการกระทบกระทั่งทางใจร้อยเรื่อง มารเขาจะไม่ยอมให้ราบรื่นไปได้ จะต้องมีอะไรมาขัดขวางเรื่อยไป ใครที่ฟันฝ่า ? ใครที่อดทน ? ใครที่เสียสละ ? ใครที่ยอมแพ้เพื่อนเพื่อให้งานเดิน ? เขาผู้นั้นจะถึงเป้าหมาย ส่วนท่านที่เปราะบาง อะไรกระทบนิดกระทบหน่อย ใจก็อ่อนไหวไปตามอากาศ จะสร้างบารมีไม่ตลอดรอดฝั่ง พูดอย่างการชกมวยก็ต้องพูดว่า ชกไม่ถึง ๑๒ ยก งานสร้างบารมีไม่ง่าย ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง มิฉะนั้นจะไม่ถึงฝั่งแม่น้ำ ข้าพเจ้าได้รู้เห็นมามาก จึงพูดฝากไว้ โปรดจำความรู้ของข้าพเจ้าไว้เรื่องหนึ่ง คือมารเขาจะไม่ยอมให้โพธิสัตว์ใดมีบารมีมากกว่าเขา ถ้าบารมีของภาคขาวมากกว่า หมายถึงว่ามารต้องพบกับความพ่ายแพ้ เพราะเหตุนี้เอง มารเขาจึงขัดขวางพวกเราตลอดไป คนที่อดทนเท่านั้น คนที่มุ่งมั่นเท่านั้น คนที่ตั้งใจจริงเท่านั้น คนที่เสียสละจริงเท่านั้น จึงจะไปถึงหลักชัยได้ ดังนั้น จึงขอให้ท่านอธิษฐานไว้ในดวงบารมีของท่าน ขอให้สร้างบารมีไปได้ตลอดรอดฝั่ง อย่าทำครึ่งๆ กลางๆ เพราะหมายถึงว่า หมดไปแล้วชาติหนึ่ง เราได้อะไรแค่ไหน ? เราเกิดมาชาตินี้ต้องว่าดวงดี เพราะได้พบวิชาธรรมกาย เป็นการสร้างบารมีรวบยอด โอกาสอย่างนี้หายากมาก จงหาโอกาสเป็นวิปัสสนาจารย์ร่วมกับคณะของข้าพเจ้าให้ได้เป็นวิธีที่ชาญฉลาดในการสร้างบารมี ถ้าเราคอยว่า ขอให้เราเห็นธรรมเสียก่อน จึงจะคิดสอนนั่นเป็นวิธีที่ไม่ฉลาด เพราะมารเขาแกล้งเราไว้ก่อนแล้ว การเห็นธรรมของเราไม่ง่ายดังที่คิด ดังนั้น ต้องแก้โดยหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง คือร่วมเป็นวิทยากรไปกับเขา ไปสอนกับเขา ในส่วนเฉพาะตนก็ฝึกไม่เลิก ท่านก็จะได้บารมี ๒ ทาง คือบารมีสอนและบารมีฝึกเฉพาะตน แล้วยังจะพบประสบการณ์ในการสอนอีกมากมาย ช่วยให้การฝึกเฉพาะตนได้ผลดียิ่งขึ้น เวลานี้คณะวิทยากรของข้าพเจ้ามีจำนวนมากขึ้น พร้อมที่จะเข้าสอนโรงเรียน วิทยาลัย วัด สถานที่ราชการ ตามแต่ที่ใดจะเชิญ ขอให้ท่านโชคดี ได้ร่วมกับกองทัพธรรมคณะนี้ด้วย แล้วท่านจะพบความอัศจรรย์ในการสอน และท่านจะเกิดความรู้สึกว่าท่านโชคดี ที่ได้ร่วมกับคณะกองทัพธรรมคณะนี้ สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |