|
อสุภะ ๑๐ “อสุภะ” แปลว่า “ซากศพ” ได้แก่ศพในสภาพต่างๆ ๑๐ แบบ ใช้ในการฝึกกรรมฐาน โดยใช้ศพลักษณะ ๑๐ ประการนี้เป็นนิมิต เป็นอารมณ์ในการเพ่งพิจารณา ความยากอยู่ที่อุปกรณ์การสอน คือสภาพศพ ๑๐ แบบนี้จะหาได้ที่ไหน ? เพราะต้องถ่ายเป็นภาพสี เพื่อให้เห็นสีสันของสภาพศพ ไม่ควรเป็นภาพขาวดำ เพราะจะทำให้ผู้ฝึกเห็นไม่ตรงกับสภาพที่เป็นจริง การใช้อสุภะเป็นนิมิต เกิดประโยชน์มาก จะช่วยให้สภาพใจลดความเหี้ยมเกรียมลง ช่วยให้โทสะลดลงเหมาะแก่การนำไปสอนในคุกคือเรือนจำ ในชีวิตราชการของข้าพเจ้า ทางเรือนจำเคยชวนข้าพเจ้าไปสอนนักโทษบ่อยๆ สุดท้ายเราก็ขัดสนอุปกรณ์การสอน คือหาภาพศพไม่ได้ การใช้ดวงแก้วขาวเป็นนิมิตในการฝึกภาวนาไม่เกิดผลดีแก่คนประเภทนี้ หลักของการฝึกและเทคนิควิธีฝึก เป็นแบบเดียวกับการฝึกกสิณ ๑๐ ทุกประการ การฝึกที่สำคัญก็คือ ตำราท่านให้พิจารณาตัวเราเองเป็นอสุภะ ๑๐ ประการ ตรงนี้เอง นับว่าช่วยตัวเราได้มาก ในแง่ที่เราจะลดทิฏฐิมานะลงบ้าง เพราะตัวเราเองก็ต้องตายเช่นกัน เมื่อกำหนดอุคคหนิมิตได้แล้ว ก็ให้ฝึกจนเห็นกายตัวเรา ๑๘ กาย หมายความว่า เมื่อได้ดวงอุคคหนิมิตแล้ว ดวงนิมิตนี้จะเป็นสื่อให้เห็นดวงธรรม ครั้นเห็นดวงธรรมแล้ว ก็เดินวิชาเช่นเดียวกับการฝึกในบทของกสิณ ๑๐ จนเห็นกายตัวเอง ๑๘ กายแล้ว จึงจะถือว่าการฝึกบรรลุเป้า ในเรื่องการนำไปใช้นั้น ก็สุดแต่ท่านใดจะฝึก เพราะเราสันทัดการฝึกในบทของกสิณ ๑๐ แล้ว ถึงตรงนี้ไม่ยากแล้ว ควรนำอสุภะ ๑๐ ไปสอนตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อคนของเราจะได้ทำบาปน้อยลง การใช้อสุภะ ๑๐ เป็นนิมิตในการฝึกกรรมฐานนั้น มีส่วนช่วยให้จิตใจของเราลดทิฏฐิมานะลงได้ ช่วยลดความหยาบทางใจลงได้ ช่วยลดความโกรธลงได้ เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้จิตใจของเราอ่อนลงบ้าง ไม่โหดเหี้ยมดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น จึงขอให้วิปัสสนาจารย์หาภาพถ่ายอสุภะในแบบต่างๆ สะสมไว้เพราะเราต้องใช้ประกอบการสอน ปกติพวกเราไม่เคยนึกถึงความตายกันเลย ต่างคน ต่างก็จะอยู่ค้ำฟ้ากันทั้งนั้น เมื่อไม่นึกถึงความตาย ความสลดก็ไม่มี จึงฆ่าแกงกัน ล้างแค้นกัน ยิงกัน ทำร้ายกันตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ที่เราเห็นในทุกวันนี้ เราจะช่วยบ้านเมืองของเราได้ ด้วยการสอนกรรมฐาน โดยใช้อสุภะเป็นนิมิตในการฝึก ข้อสำคัญ ! วิปัสสนาจารย์ต้องท่องคำบาลีให้ได้ เพราะเป็นชื่อของศพลักษณะต่างๆ เวลาสอนจะได้ไม่ติดขัด ภาพฐาน ๗ ฐาน ต้องเตรียมให้พร้อม ภาพแสดงกายต่างๆ ต้องหาให้พร้อม เพราะเป็นอุปกรณ์การสอนของเรา ถ้าเราสอนโดยไม่มีอุปกรณ์ แปลว่าเราไม่ควรเป็นวิปัสสนาจารย์ แม้ของแค่นี้เรายังเตรียมไม่ได้ ใครเห็นก็ไม่เกิดศรัทธา ! อนุสสติ ๑๐ “อนุสสติ” แปลว่า “การระลึกถึง” ระลึกถึงอะไร ? ตอบว่าระลึกถึง ๑๐ อย่างจนเกิดอุคคหนิมิต แล้วก็เดินวิชาให้เห็นกายของตัวเอง ๑๘ กาย เหมือนการฝึกบทก่อนๆ ข้อสำคัญ ต้องท่องจำคำบาลีให้ได้ว่า อนุสสติ ๑๐ ประการนั้นมีอะไรบ้าง ? เป็นการฝึกที่ยาก เพราะนิมิตไม่เป็นรูปธรรมให้เราเห็น ผิดกับการฝึกบทอื่น ใจของเราไม่มีที่เกาะไม่มีที่ยึด ใจก็จะไม่รวมเป็นหนึ่ง ทำให้เกิดอุคคหนิมิตยาก ! นี่คือปัญหา ! ดังนั้น การฝึกต้องใช้วิธีหลายอย่าง เราจึงจับหลักได้ว่า กสิณ ๑๐ ก็ดี อสุภะ ๑๐ ก็ดี เป็นนิมิตในการฝึกใจ โดยที่ใจมีที่เกาะมีที่ยึด เพราะมีนิมิตเป็นรูปธรรม แต่การฝึกในบทอนุสสติยากออกไป เพราะใจไม่มีนิมิตให้เกาะยึด ดังนั้น การฝึกจึงขอให้ปฏิบัติดังนี้ | ๑. พุทธานุสสติ-ธัมมานุสสติ-สังฆานุสสติ | ให้รวม ๓ อย่างนี้มาเป็นอันเดียวกัน นั่นคือ ให้นึกถึงพระพุทธรูปขาวใสเกตุดอกบัวตูมองค์หนึ่ง น้อมเข้าไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา โดยน้อมเข้าตามฐาน ๗ ฐาน ดังที่เคยฝึกมาในบทก่อนๆนั้น จนในที่สุดพระพุทธรูปขาวใสไปตั้งอยู่ในท้องของเรา คือที่ศูนย์กลางกาย ส่งใจมองเข้าไปในท้องของพระพุทธรูป หมายความว่า ส่งใจของเราเข้าไปตามฐาน ๗ ฐานของพระพุทธรูปขาวใสนั้น ในที่สุดใจของเราไปจรดที่ศูนย์กลางกายของพระพุทธรูป ท่องใจว่า หยุดในหยุดๆๆ หมายความว่า ให้สภาพใจของเราไม่คิดไปในเรื่องราวอื่นใด ให้ใจนิ่ง ให้ใจสงบ ให้ใจหยุด ไม่ส่าย แล้วรำพึงในใจดังนี้ (ก.) พระพุทธรูปขาวใสนี้คือพุทธรัตนะ ขาวใสเป็นแก้ว คือ “รู้จริง” ดวงใสใสท้องของพระพุทธรูปคือธรรมรัตนะ คือ “ที่รองรับรู้” ใจ-จิต-วิญญาณ ของพระพุทธรูปขาวใสคือสังฆรัตนะ คือ “ผู้รู้จริง” แล้วก็ท่องใจ หยุดในหยุด ๆๆ เรื่อยไป (ข.) ขั้นตอนต่อมา คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ คือในบทสวดอิติปิโสนั้น ถ้าเราแปลเป็นไทยเพื่อเอาความว่า พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ มีคุณอย่างไร ? จะเกิดการสะดุดทางใจ เพราะเราจะไปกังวลกับคำแปลว่าเราแปลผิดถูกอย่างไร ? แปลว่าอย่างนี้หรือเปล่า ? ทำให้เกิดการสะดุดต่อการฝึก เอาอย่างนี้ ให้เราพูดเป็นภาพรวมออกมาว่า “พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ต่างก็เกื้อกูลกัน มีพระพุทธแล้วก็ต้องมีพระธรรมและต้องมีพระสงฆ์คู่กันไป จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ คุณของพระองค์นั้นไพศาลยิ่งนัก พระองค์เป็นแสงสว่างของโลก กำจัดมืดบอด กำจัดทุกข์ กำจัดภัย และกำจัดโรคให้แก่มนุษย์” แล้วก็ท่องใจ หยุดในหยุดๆๆ แล้วก็รำพึงใจใหม่ว่า “พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต่างก็เกื้อกูลกัน......ฯ” จนกว่าพระพุทธรูปขาวใสซึ่งเป็นนิมิตของเรา แปลงสภาพเป็นดวงอุคคหนิมิต (ค.) ขั้นตอนต่อมา เดินดวงธรรม ๓ ดวงจนเกิดกาย ๑๘ กาย เหมือนบทฝึกก่อนๆ | ๒. สีลานุสสติ-จาคานุสสติ-เทวตานุสสติ | ให้รวมทั้ง ๓ อย่างนี้ เข้าเป็นบทฝึกเดียวกัน วิธีทำก็คือ ส่งใจของเราเข้าไปตามฐาน ๗ ฐาน ในที่สุดใจของเราเข้าไปตั้งมั่นที่ศูนย์กลางกายของเรา เราก็ท่องใจว่าหยุดในหยุด ไม่ให้ใจส่ายไหวรัว พอสภาพใจเกิดความนิ่ง เกิดความโล่งโปร่งใส ให้นึกดังนี้ (ก.) สีลานุสสติ ให้เรานึกดังนี้ “เราเคยรักษาศีลห้า ศีล ๘ และศีล...ฯ คราวหนึ่งศีลของเราบริสุทธิ์ยิ่งนัก ไม่มีด่างมัวเลย เป็นศีลที่บริสุทธิ์แท้ เพราะเราตั้งใจรักษา บริสุทธิ์ขนาดไหนหรือ ? ความบริสุทธิ์นั้น เปรียบแล้วก็เหมือนโคมไฟที่สว่าง ไม่มีด่างมัวเลย” แล้วก็นึกให้เกิดอุคคหนิมิต ก็เกิดได้โดยพลัน คือนึกประคองใจให้ปีติและปราโมทย์เข้าไว้ นี่คือหลักของการนึก (ข.) จาคานุสสติ พอเกิดอุคคหนิมิตจากเรื่องสีลานุสสติแล้ว โยงเข้ามาในเรื่องบริจาคทานของเราทันที จะนึกอย่างไร ? เพื่อให้ใจเกิดปีติและเกิดการปราโมทย์ จงนึกไปในทางนั้น ขณะนี้ใจของเรากำลังอยู่กับอุคคหนิมิตอันเกิดจากบทฝึกว่าด้วยสีลานุสสติ เราก็รำพึงใจต่อไปว่า “พูดถึงการบริจาคทาน เราทำอยู่แล้ว เราทำบุญใส่บาตร ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เราทำทุกปี มากน้อยตามฐานะ” นึกให้ดวงอุคคหนิมิตใสยิ่งขึ้น (ค.) เทวตานุสสติ แล้วให้รีบโยงเข้าหาเทวตานุสสติทันที ขณะนั้นใจของเรากำลังอยู่กับอุคคหนิมิต จากการฝึกบทสีลานุสสติ และจาคานุสสติผ่านมาแล้ว เราก็นึกนิ่งลงไปที่ดวงอุคคหนิมิตนั้นอีกว่า “ทาน-ศีล-ภาวนา เป็นทางดำเนินชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ใดดำเนินชีวิตเช่นนี้ ครั้นตายไปแล้ว ผลบุญนั้นส่งผลให้เป็นเทวดาทันที ผลบุญนั้นส่งให้ไปสุคติทันที ไม่ไปอบายภูมิอีกต่อไป เทวดานั้นก็ไปอยู่สวรรค์ ๖ ชั้นบ้าง ในพรหม ๑๖ ชั้นบ้าง และในอรูปพรหม ๔ ชั้นบ้าง ตามอำนาจแห่งบุญของแต่ละบุคคล” ทำให้ดวงอุคคหนิมิตใสยิ่งขึ้น ครั้นทำปฏิภาคนิมิตก็ทำได้ ไม่มีอะไรติดขัด จากนั้น ให้เดินวิชา ๓ ดวงธรรม จนเกิดกายของเราเอง ๑๘ กาย เหมือนบทอื่นๆที่ผ่านมา | ๓. มรณานุสสติ-กายคตานุสสติ | ทั้ง ๒ อย่างนี้ ฝึกรวมกันไปได้ หลักสำคัญคือต้องเอาใจของเราไปตั้งมั่นที่ศูนย์กลางกายของเราก่อน แล้วจึงเริ่มฝึก ตามวิธี ที่กล่าวมาแล้ว ฝึกกายคตานุสสติก่อน คือดูร่างกายของเรา ให้เกิดความเบื่อหน่ายก่อน คือนึกขึ้นแก่ใจว่า “เราเกิดมาแล้ว มีร่างกายแล้ว คือตัวเรานี้ มองไปตรงไหนไม่มีอะไรงาม ! ไม่อาบน้ำวันเดียว ร่างกายของเราดูไม่ได้แล้ว ! เลอะเทอะไปหมด นึกดูภายในกายก็มีแต่ของเน่าของเสีย เป็นอุจจาระปัสสาวะ เป็นเสมหะและเสลด น้ำเหลืองหนอง แม้เราตั้งใจทำความสะอาด ก็สะอาดได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น แล้วมันก็สกปรกอีก ขี้มูกขี้ตาเกรอะกรังอีก ในที่สุดเห็นว่าร่างกาย โสโครกทั้งนั้น” แล้วเกิดอุคคหนิมิต แล้วโยงเข้าเรื่องมรณานุสสติทันที “ตัดเรานี้แก่แล้ว เจ็บแล้ว คือเป็นโรคมาแล้ว อยู่แต่ว่าจะตายวันใดเท่านั้น ความแก่และความเจ็บ เป็นตัวบ่งบอกว่าเราต้องตายแน่ๆ ไม่มีใครอยู่รอดเลยแม้แต่คนเดียว เกิดมาเท่าไร ? ตายจนหมด” พอเกิดความสลดใจ ทำให้เกิดอุคคหนิมิตใสยิ่งขึ้น ลองทำปฏิภาคนิมิตดู แล้วก็เดินวิชา ๓ ดวงธรรมจนเกิดกาย ๑๘ กายเช่นเดียวกับบทฝึกอื่นๆ คือการตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก ปกติเราก็หายใจอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้กำหนดใจดู วันนี้เราจะฝึกดู ก่อนอื่นต้องเอาใจไปตั้งมั่นที่ศูนย์กลางกายก่อน ตามวิธีการที่กล่าวมาแล้ว จากนั้น ให้ดูว่าลมหายใจเข้ามาสิ้นสุดตรงไหน ? และลมที่เข้ามาแล้ว เวลาจะออกจากร่างกาย ลมเริ่มออกจากตรงไหน ? อย่าเอาใจมารับลมที่ปลายจมูกเป็นอันขาด วิธีฝึกก็คือ นึกเอาใจดูลมเข้า ว่ามาสิ้นสุดตรงไหน ? และลมเวลาจะออกจากร่างกายนั้น มันออกจากตรงไหน ? เราจะพบว่า ลมเข้ามาสิ้นสุดที่ศูนย์กลางกายนั่นเอง และลมออกก็ออกที่ศูนย์กลางกายเช่นเดียวกัน พอลมเข้ากับลมออกเท่ากัน อุคคหนิมิตจะเกิดทันที พอทำปฏิภาคนิมิตได้แล้ว ให้รีบเดินวิชา ๓ ดวงธรรม เกิดกาย ๑๘ กาย ดังเช่นการฝึกในบทก่อนๆ คือการระลึกถึงธรรมอันเป็นที่สงบระงับ หมายถึงการระลึกถึงอายตนะนิพพานอันเป็นที่สงบยิ่ง เป็นที่ประทับอยู่ของพระพุทธเจ้าและผู้ได้มรรคผลนิพพาน ให้รำพึงใจว่า “การที่เราสร้างบารมีกันมากๆ จุดหมายปลายทางของเราก็คือเข้าไปอยู่ในอายตนะนิพพานนั่นเอง พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ แปลว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ถ้าเราจะเร่งเข้าอายตนะนิพพาน ก็ต้องรีบฝึกให้เห็นกายธรรมตั้งแต่ชาตินี้ เนื้อนาบุญอยู่ที่การฝึกให้เห็นกายธรรมให้จงได้ เมื่อเข้าถึงกายธรรมแล้ว กายธรรมของเราก็พาเราไปหาพระพุทธองค์ได้ พาเราเข้าอายตนะนิพพานได้” รำพึงในใจเช่นนี้ จนกว่าจะเกิดดวงอุคคหนิมิต แล้วรีบทำปฏิภาคนิมิต ทำได้แล้วรีบเดินวิชาเห็นดวงธรรม ๓ ดวงจนเกิดกาย ๑๘ กาย ดังที่ฝึกในบทอื่นๆ คำถามท้ายบทเรื่องอสุภะ ๑๐ และอนุสสติ ๑๐ ๑. อุปกรณ์การฝึกเรื่องอสุภะ ๑๐ และอนุสสติ ๑๐ ควรจะมีอะไรบ้าง ? จงชี้แจง ๒. เหตุใดจึงเอาเรื่องอสุภะ ๑๐ มาเป็นนิมิตในการฝึกกรรมฐาน ? จงอธิบาย ๓. ในการฝึกอสุภะ ๑๐ นั้น ตำราท่านแนะนำให้เราใช้ตัวเราเองเป็นนิมิต ด้วยความประสงค์อะไร ? จงอธิบาย ๔. อสุภะ ๑๐ อย่างมีอะไรบ้าง ? จงท่องให้ฟัง ๕. อนุสสติคืออะไร ? จงแสดงการฝึกมาดูให้ครบทุกอนุสสติ ๖. ท่านได้รับเชิญไปสอนในสถานศึกษาเรื่องอนุสสติ ๑๐ ท่านจะมีหัวข้อบรรยายอะไรบ้าง ? และอุปกรณ์ที่จะใช้ประกอบการบรรยายควรจะมีอุปกรณ์อะไรบ้าง ? สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |