|
วิธีสร้างฌานให้แก่กายมนุษย์ละเอียด และให้แก่กายทิพย์ มีวิธีทำอย่างไร ? เดินวิชาจากกายมนุษย์ตัวเรานี้มาถึงกายมนุษย์ละเอียด (กายฝัน) จากนั้น จึงทำฌานต่อไป คือทำรูปฌาน โดยส่งใจมองปากช่องจมูกกายมนุษย์ตัวเรา (หญิงปากช่องจมูกซ้าย ชายปากช่องจมูกขวา) บริกรรมในใจ สัม มา อะ ระ หัง ๓ ครั้ง (ฐานที่ ๑) จากนั้น เลื่อนใจไปฐานที่ ๒ คือเพลาตา (หญิงเพลาตาซ้าย ชายเพลาตาขวา) บริกรรมใจ สัม มา อะ ระ หัง ๓ ครั้ง ลำดับการเดินใจไปจนถึงฐานที่ ๗ คือศูนย์กลางกาย หยุดนิ่งกลางดวงปฐมมรรค จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงปฐมมรรคว่างออก ก็หยุดนิ่งกลางดวงทุติยมรรค และดวงตติยมรรค ดังที่เคยฝึกมาแล้วนั้น ถ้าไม่เข้าใจให้เปิดอ่านดูใหม่ พอส่งใจนิ่งกลางดวงตติยมรรคแล้ว ก็จะเห็นกาย “มนุษย์ละเอียด” (กายฝัน) ในว่างใสนั้น ส่งใจมองปากช่องจมูกกายมนุษย์ละเอียด เดินใจไปตามฐานดังที่เคยฝึกนั้น เมื่อใจเราไปถึงฐานที่ ๗ ในท้องกายมนุษย์ละเอียดแล้ว ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงปฐมมรรค แล้วขยายดวงปฐมมรรคให้ใหญ่ ให้ได้เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ วา หนา ๑ คืบ แล้วเอากายมนุษย์ละเอียดเข้านั่งในแผ่นใสนั้น นี่คือ ปฐมฌาน ปฐมฌานมีอารมณ์ ๕ คือ วิตก คือ ใจประคองนิมิตได้ ไม่เผลอ วิจาร คือ การใช้ปัญญาใคร่ครวญ ไม่ลังเลใจ นั่นเอง ปีติ คือ เกิดอาการขนลุก น้ำตาไหล โปร่งใจ พอใจ สุข คือ สบายใจแล้ว เอกัคตา คือ ใจดิ่ง ใจนิ่ง ใจเป็นหนึ่ง การเข้าสู่ทุติยฌาน (ฌานที่ ๒) ทำใจนิ่งกลางฌานที่ ๑ นั้นแล้วรำพึงใจว่า ให้วิตกและวิจารหมดไป คงเหลือแต่อารมณ์ ๓ อย่าง คือ ปีติ สุข และเอกัคตา พอจุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นฌานที่ ๑ ว่าง จะเห็นแผ่นใสใหม่ จงนึกเอากายมนุษย์ละเอียดนั่งบนแผ่นฌานใหม่นั้น นี่คือทุติยฌาน แล้วฌานที่ ๑ คือปฐมฌานก็ไปรองรับแผ่นฌานที่ ๒ การเข้าสู่ตติยฌาน (ฌานที่ ๓) ส่งใจนิ่งลงไปที่กลางฌานที่ ๒ ท่องใจหยุดในหยุด นึกให้อารมณ์ปีติหมดไป คงเหลือแต่สุขกับเอกัคตา แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นฌานที่ ๒ จะว่างไป แล้วเกิดแผ่นฌานที่ ๓ จากนั้น นึกเอากายมนุษย์ละเอียดนั่งลงบนแผ่นฌานใหม่นั้น นี่คือตติยฌาน แล้วแผ่นฌานที่ ๒ และที่ ๑ ก็เข้ามาต่อกับแผ่นฌานใหม่ โดยเรียงลำดับกัน คือฌาน ๓-๒-๑ การเข้าสู่จตุตถฌาน (ฌานที่ ๔) ส่งใจนิ่งกลางแผ่นฌานที่ ๓ ตรงจุดใสเท่าปลายเข็ม นึกให้อารมณ์สุขหมดไป แล้วเกิดอารมณ์อุเบกขามาแทน ฉะนั้น ขณะนี้เกิดอารมณ์ ๒ อย่างคือ เอกัคตากับอุเบกขา จุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นฌานว่างออก เกิดแผ่นใสแผ่นใหม่ น้อมเอากายมนุษย์ละเอียดนั่งบนแผ่นใสใหม่นั้น นี่คือจตุตถฌาน (ฌานที่ ๔) แล้วแผ่นฌาน ๓-๒-๑ ก็ถอยไปต่อฌานที่เกิดใหม่นั้น โดยเรียงลำดับ ดังนี้ ๔-๓-๒-๑ นี่คือการสร้างรูปฌานให้แก่กายมนุษย์ละเอียด | ใช้วิธีนี้ทำรูปฌานแก่กายทิพย์ | คือกายมนุษย์ละเอียด เดินดวงธรรมในท้อง ๓ ดวง คือ ดวงปฐมมรรค ทุติยมรรค ตติยมรรค ก็เห็นกายทิพย์หยาบ เข้ากายทิพย์หยาบด้วยการเดินใจไปตามฐาน ดังที่เคยทำมาแล้ว แล้วก็เดินวิชาทำรูปฌานให้แก่กายทิพย์หยาบ เช่นเดียวกับวิธีทำฌานให้แก่กายมนุษย์ละเอียดนั้น และการทำรูปฌานให้แก่กายทิพย์ละเอียด ก็อย่างเดียวกัน สรุปว่า เราทำรูปฌานให้แก่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์หยาบและกายทิพย์ละเอียดแล้ว ฌานเรียงตัวกันอยู่อย่างไร ? ฌานเรียงตัวอยู่กันอย่างมีระเบียบโดยธรรมชาติ โดยฌานที่ละเอียดที่สุดจะอยู่ติดก้นกาย แล้วฌานที่ละเอียดน้อยกว่าก็เรียงลำดับลงมา เช่น รูปฌานคือฌาน ๔ แผ่น จะเรียงลำดับดังนี้ ฌานที่อยู่ติดก้นกายแผ่นแรกคือจตุตถฌาน (ฌานที่ ๔) ถัดลงมาก็คือตติยฌาน (ฌานที่ ๓) เรียงถัดลงมาคือทุติยฌาน (ฌานที่ ๒) และถัดลงมาอีกก็คือปฐมฌาน (ฌานที่ ๑) นั่นคือเรียงจากฌาน ๔-๓-๒-๑ และอรูปฌานกับรูปฌาน คือฌาน ๘ แผ่นเรียงกัน เวลาที่อยู่ก้นกายเรียงจากอรูปฌานก่อน เสร็จแล้วจึงถึงรูปฌาน นั่นคือ เนวสัญญา ฯ (ฌาน ๘) ถัดลงมาคืออากิญ ฯ (ฌาน ๗) ถัดลงมาคือวิญญา ฯ (ฌาน ๖) ถัดลงมาคืออากาสาฯ (ฌาน ๕) แล้วต่อด้วยรูปฌานคือฌาน ๔-๓-๒-๑ การเรียงตัวของฌานจะเป็นระเบียบเช่นนี้ จะไม่มีการข้ามแผ่นฌาน ไม่มีการแย่งกันอยู่ เวลาจะใช้ฌาน แผ่นที่ถูกใช้จะเข้ามาอยู่ที่ก้นกายทันที ส่วนแผ่นที่ยังไม่ถูกเรียกใช้ ก็จะเลื่อนลงมา เช่นรูปฌานคือฌาน ๔ แผ่น เราประสงค์จะใช้ฌานที่ ๑ คือปฐมฌาน แผ่นปฐมฌานก็จะมารองรับที่ก้นกาย ฌานแผ่นที่ ๔ แต่เดิมก็จะถอยร่นลงมาเป็นดังนี้คือ แผ่นก้นกายคือปฐมฌาน ตามด้วยแผ่นฌานที่ ๒ (ทุติยฌาน) แล้วตามด้วยแผ่นฌานที่ ๓ (ตติยฌาน) และฌานที่ ๔ (จตุตถฌาน) ก็อยู่สุดท้าย เป็นต้น และถ้ากายนั้นมีอรูปฌานด้วย ต่อจากแผ่นฌานที่ ๔ ก็คือ ๕-๖-๗-๘ นั่นเอง การเดินสมาบัติกับการเดินฌานสมาบัติคืออะไร ? มีวิธีเดินวิชาอย่างไร ? การเดินวิชาสมาบัติ ก็คือการเดินวิชา ๑๘ กายตามที่หลวงพ่อท่านสอน นั่นเอง ส่วนในยุคที่หลวงพ่อใช้คำว่า “กายปฐมวิญญาณหยาบและกายปฐมวิญญาณละเอียด” นั้น ยุคนั้นเรียนกายละ ๓ ดวงธรรม ส่วนยุคปัจจุบันเรียนกายละ ๖ ดวงธรรม คำว่า กายปฐมวิญญาณหยาบและกายปฐมวิญญาณละเอียด ไม่ได้ใช้ในยุคหลัง การเดินวิชาสมาบัติ คือการเดินวิชา ๑๘ กาย จากกายมนุษย์หยาบไปถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด รวม ๑๘ กายๆ ละ ๖ ดวงธรรม เรียกว่าอนุโลมวิชา และเดินวิชาถอยหลัง คือจากกายธรรมพระอรหัตละเอียดกลับมาหากายมนุษย์หยาบ เรียกว่าปฏิโลมวิชา การเดินวิชาจากกายหยาบไปหากายละเอียด เรียกอนุโลม และเดินวิชาจากกายละเอียดมาหากายหยาบ เรียกปฏิโลม การเดินวิชา ๑๘ กาย ก็คือการเดินสมาบัติวิชา นับว่าเป็นอาชีพของพวกเราทีเดียว ถ้าพวกเราไม่เดินวิชาค่ำเช้าให้เป็นนิจศีลแล้ว ทำให้กายไม่ใส ส่งผลให้ดวงธรรมไม่ใสด้วย และแผ่นฌานที่ก้นกายก็ไม่ใสอีกด้วย เหมือนมีดที่ไม่หมั่นลับ ย่อมมีสนิม ความไม่ใสคือกิเลส มาจากไหนก็ไม่รู้ ? ทำให้เกิดความไม่ดีแก่เราด้วยประการทั้งปวง เหตุนี้หลวงพ่อจึงสอนให้สมาบัติวิชาค่ำเช้า อย่าเว้น ! คราวนี้มาถึงคำว่า “เดินฌานสมาบัติ” หมายความว่า เพ่งเป้าหมายให้เดินฌานเป็นสำคัญ มีความประสงค์ให้แผ่นฌานใส ถ้าแผ่นฌานใส ส่งผลให้กายไปไหนมาไหนได้คล่องตัว เพราะแผ่นฌานช่วยให้รวดเร็วทันใจ ใครจะตอบว่า การเดินสมาบัติกับการเดินฌานสมาบัติมีความหมายเหมือนกัน ข้าพเจ้าก็ไม่ว่าอะไร ? ก็คือการเดินวิชา ๑๘ กายแต่เดินฌานไปด้วย นั่นเอง และการเดินฌานนั้นมักเจาะไปทีละกาย จะเดินวิชา ๑๘ กายด้วยและทำฌานด้วยก็ได้ แต่ไม่ได้ผลดี ! หากจะเอากายใดไปไหน ? เจาะเดินฌานเฉพาะกายนั้น จะเป็นผลดี ! เช่น ตำราสั่งว่า ให้ใช้กายมนุษย์ละเอียดไปเที่ยวในภพนี้ เราก็เดินฌานสมาบัติเฉพาะกายมนุษย์ละเอียด ดังนี้ หมายความว่า เราเรียนวิธีทำรูปฌานคือแผ่นฌาน ๔ แผ่น ให้แก่กายมนุษย์ละเอียดที่ผ่านมาแล้วนั้น จากนี้เราจะเดินฌานให้กายมนุษย์ละเอียด เราจะเดินวิชาอย่างไร ? มีวิธีเดินวิชา ดังนี้ ส่งใจมองปากช่องจมูกของกายมนุษย์ละเอียดของเราเอง (หญิงปากช่องจมูกซ้าย ชายปากช่องจมูกขวา) ท่องใจหยุดในหยุด จากนั้น เลื่อนใจไปที่ฐานที่ ๒ คือเพลาตา (หญิงซ้าย ชายขวา) จากนั้น เลื่อนใจไปที่ฐานที่ ๓ คือจอมประสาท (ในกะโหลกศีรษะ) ท่องใจหยุดในหยุด จากนั้น เลื่อนใจไปที่ฐานที่ ๔ ปากช่องเพดาน ท่องใจหยุดในหยุด แล้วเลื่อนใจไปฐานที่ ๕ ปากช่องลำคอ แล้วส่งใจมองไปในท้องของกายมนุษย์ละเอียด เห็นดวงธรรมเป็นดวงใส เป็นขั้นเดินฌาน ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมในท้องของกายมนุษย์ละเอียด ท่องใจหยุดในหยุด เห็นจุดใสเท่าปลายเข็มซึ่งอยู่กลางดวงปฐมมรรคนั้น ขั้นตอนนี้จะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นฌานทุกแผ่นฌาน ซึ่งอยู่ตรงกัน -
นึกน้อมใจลงไปที่กลางดวงฌานที่ ๑ แล้วแผ่นฌานที่ ๑ ก็ขึ้นมารองรับ โดยมาอยู่ที่ก้นของกายมนุษย์ละเอียด แล้วแผ่นฌานอื่นก็เลื่อนตำแหน่ง ดังที่อธิบายมาแล้ว นั่นคือแผ่นฌานที่ ๒ ก็ตามมารองรับแผ่นฌานที่ ๑ แล้วตามด้วยแผ่นฌานที่ ๓-๔ จากนั้นก็ท่องใจดูการเลื่อนของแผ่นฌาน ดังนี้ -
หยุดนิ่งกลางแผ่นฌานที่ ๑ ท่องใจ “ฌาน ๑ หายไป ฌาน ๒ รองรับ” หยุดนิ่งกลางแผ่นฌาน ๒ แล้วท่องใจ “ฌาน ๒ หายไป ฌาน ๓ รองรับ” หยุดนิ่งกลางฌาน ๓ แล้วท่องใจ “ฌาน ๓ หายไป ฌาน ๔ รองรับ” (นี่คือเดินหน้า ๑ เที่ยว แล้วถอยหลัง ๑ เที่ยว รวมนับเป็น ๑ เที่ยว) -
หยุดนิ่งกลางฌาน ๔ แล้วท่องใจ “ฌาน ๔ หายไป ฌาน ๓ รองรับ” หยุดนิ่งกลางแผ่นฌาน ๓ แล้วท่องใจ “ฌาน ๓ หายไป ฌาน ๒ รองรับ” หยุดนิ่งกลางแผ่นฌาน ๒ แล้วท่องใจ “ฌาน ๒ หายไป ฌาน ๑ รองรับ” (ตรงนี้คือถอยหลัง ๑ เที่ยว) เริ่มเที่ยวที่ ๒ ต่อไป -
หยุดนิ่งกลางแผ่นฌาน ๑ แผ่นฌาน ๑ หายไป แผ่นฌาน ๒ รองรับ ........... ทำเรื่อยไปจนกว่าจะครบ ๗ เที่ยว ตามที่ตำรากำหนด -
พอกายใสดีแล้ว แผ่นฌานใสดีแล้ว หยุดนิ่งกลางแผ่นฌาน ฌานก็จะพาเราไปในที่ที่เราต้องการต่อไป
มีอยู่กี่รายการก็ตาม เราต้องฝึกวิชาให้ครบทุกรายการ อย่าให้ขาด ! เช่น การนำไปใช้รายการที่ ๑ นั้น เราเดินฌานให้แก่กายมนุษย์ละเอียดแล้ว พอเราจะนึกไป ส่งใจของเรานิ่งลงไปกลางแผ่นฌาน แล้วแผ่นฌานก็พาเราไปทันที การนำไปใช้บทฝึกที่ ๒ ใช้กายทิพย์ไปนรก ตอนนี้ไม่มีนรกให้ดู ก็ไปดูเขาพระสุเมรุแทน การนำไปใช้บทฝึกที่ ๓ ไปสวรรค์ ๖ ชั้น ท่านให้ใช้กายทิพย์ไป การนำไปใช้บทฝึกที่ ๔ ไปเที่ยวรูปพรหม ๑๖ ชั้น ให้ใช้กายพรหมไป การนำไปใช้บทฝึกที่ ๕ ไปเที่ยวอรูปพรหม ๔ ชั้น ให้ใช้กายอรูปพรหมไป การนำไปใช้บทฝึกที่ ๖ ถ้าจะไปอายตนะนิพพาน ให้ใช้กายธรรมไป หลักมีอยู่ว่า จะใช้กายใด ? ก็ให้เดินฌานสมาบัติให้แก่กายนั้นก่อน จนกว่ากายจะใส พอกายใสดีแล้ว เราก็ไปได้ พอเรานึกจะไป ก็ส่งใจกลางดวงธรรมของกายที่เราจะใช้ นึกให้ใจของเราตรงศูนย์ของฌานด้วย ศูนย์ของฌานก็คือจุดใสเท่าปลายเข็ม แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มจะว่าง การว่างตรงนี้เรียกว่า “ตกศูนย์” แล้วก็ไปได้อย่างเร็วพลัน ไม่มีอะไรติดขัด การไปถึงจุดหมาย ไปถึงเร็ว เพียงนึกก็ถึงแล้ว เมื่อไปถึงแล้ว เราก็เห็น ก็มาถึงขั้นตอนการพูดคุย ว่าจะพูดคุยกับเขาอย่างไร ? ไม่ว่า ทิพย์ พรหม อรูปพรหม และอายตนะนิพพาน ใช้วิธีเดียวกันหมด คือ ให้นึกเอาใจของเรา มองปากช่องจมูกของผู้ที่เราจะพูดคุยด้วย โดยเข้าไปตามฐานตามที่กล่าวแล้ว จนถึงขั้นกายของเราเข้าไปซ้อนกายของเขา จากนั้น ให้หยุดนิ่งกลางดวงธรรมของเขา ท่องใจหยุดในหยุดๆๆ แล้วนึกเอา เห็น-จำ-คิด-รู้ ของเราซ้อนลงไปที่ เห็น-จำ-คิด-รู้ ของเขา ท่องใจหยุดในหยุดๆๆ แล้วจะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมของเขา ให้นึกพูดตรงจุดใสเท่าปลายเข็มนั้น ได้ยินก็ตรงจุดใสเท่าปลายเข็มนั้น นิ่งให้ดี หยุดให้ดี แล้วก็ได้ยิน ถ้าไม่ได้ยิน แปลว่าเราหยุดไม่พอ นิ่งไม่พอ ต้องเพิ่มความหยุดทางใจให้ยิ่งกว่านี้ ด้วยการท่อง “หยุดในหยุดๆๆ” เรื่อยไป แล้วก็จะฟังรู้เรื่องไปเอง จำวิชานี้ไว้ วันหลังจะไม่กล่าวถึง ถือว่ารู้เรื่องแล้ว โปรดจำหลักของวิชาไว้ ก่อนพูดคุยกัน ต้องซ้อนกันให้สนิทเสียก่อน กายของเขากับกายของเราต้องซ้อนกันก่อน ดวงธรรมกับดวงธรรมซ้อนกัน เห็น-จำ-คิด-รู้ ซ้อนกัน อายตนะภายในซ้อนกัน นิ่งให้ดี แล้วก็นึกจะพูดคุยอะไรก็พูดคุยไป เราจะได้ยินได้ฟังตรงจุดใสเท่าปลายเข็ม ข้อควรคิดของหลักสูตรสมถะในเรื่องการทำฌานและการกำหนดดวงธรรม ๓ ดวง เรื่องที่ท่านจะต้องเรียนรู้ให้มาก ก็คือความรู้เรื่องการทำฌาน ตามความรู้ที่แสดงไว้นี้ เนื่องจากเป็นหลักสูตรสมถะ เป็นหลักสูตรเบื้องต้น เป็นความรู้ระดับโลกีย์ โดยทำเป็นบทฝึกตามที่กล่าวมาแล้ว หากเป็นความรู้ชั้นสูงขึ้น คือความรู้ระดับวิปัสสนา คือความรู้ระดับโลกุตระ ความรู้ว่าด้วยการทำฌานก็พัฒนาไปอีกแบบหนึ่ง ให้ท่านไปค้นคว้าได้ในตำรา “แนวเดินวิชาหลักสูตรคู่มือสมภารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ” จึงขอทำความเข้าใจไว้ในที่นี้ คราวนี้กลับมาดูเรื่องดวงธรรมในกาย ทำไมจึงไม่ใช้ ๖ ดวงธรรม ? คือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เรียกทั่วไปว่าดวงธรรมหรือดวงปฐมมรรค) ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เหตุผลที่ใช้เพียง ๓ ดวงธรรม คือ ดวงปฐมมรรค ดวงทุติยมรรค ดวงตติยมรรค เพราะเป็นการเรียนในยุคที่หลวงพ่อเรียกชื่อกายว่า กายปฐมวิญญาณหยาบ และกายปฐมวิญญาณละเอียด ครั้งนั้นดวงธรรมมีเพียง ๓ ดวง ต่อมาชื่อกายปฐมวิญญาณหยาบ พัฒนามาใช้กายรูปพรหมหยาบและกายรูปพรหมละเอียด ส่วนกายปฐมวิญญาณละเอียดพัฒนามาใช้กายอรูปพรหมหยาบและกายอรูปพรหมละเอียด ในยุคหลังใช้ดวงธรรม ๖ ดวง ดังนั้น การใช้ดวงธรรม ๓ ดวง ก็คือให้เหมาะแก่ยุคของความรู้ ท่านจะใช้ ๖ ดวงธรรมก็ได้ ไม่มีอะไรขัดข้อง ! และที่ใช้ ๓ ดวงธรรมนั้น เนื่องจากเป็นหลักสูตรเบื้องต้น หลักสูตรชั้นสูงจึงจะใช้ดวงธรรม ๖ ดวง ดังนั้น เพื่อความเข้าใจ จึงชี้แจงให้ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ทราบ แม้จะเป็นหลักสูตรสมถะ หลวงพ่อก็แถมกำไรให้แก่ผู้เรียน ให้ท่านตั้งข้อสังเกตดูเรื่องการนำไปใช้ จะพบว่า ตำราท่านให้ใช้กายธรรมไปอายตนะนิพพาน ฝึกให้เราไปอายตนะนิพพาน ซึ่งเป็นเรื่องเกินหลักสูตร เพราะเรื่องกสิณ ๑๐ เป็นหลักสูตรสมถะ ควรจะใช้แค่กายโลกีย์ แต่หลวงพ่อท่านให้ใช้กายธรรมด้วย ซึ่งเรื่องของกายธรรมนั้น เป็นหลักสูตรวิปัสสนา ตรงนี้เองที่หลวงพ่อแถมกำไรให้เรา ถ้าเราเรียนประวัติเกจิอาจารย์สำคัญอื่นๆ เราจะพบว่า ยังไม่มีเกจิอาจารย์ใดเข้าถึงกายธรรมเลย นั่นคือยังไม่มีใครเข้าถึงหลักสูตรวิปัสสนาเลย ! ไม่มีใครอธิบายวิชาได้อย่างหลวงพ่อ ! ไม่มีใครเขียนตำราได้ ! ไม่มีใครบอกวิชาได้ ! เพราะไม่เห็น ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาเขียน ดังนั้น ตำราทั้งปวงที่หลวงพ่อทำไว้เป็นหนังสือ ควรที่ผู้มีบารมีธรรมจะได้ศึกษาเล่าเรียน ความรู้ชั้นสูงอย่างนี้ ความรู้ลึกซึ้งเช่นนี้ ไม่มีที่ใดในโลกนี้ที่จะศึกษาเล่าเรียนกัน มีก็แต่ประเทศไทยเท่านั้น การที่ประเทศอื่นได้เรียนกัน เป็นเพราะตำราที่ข้าพเจ้าเขียนไว้ได้ขยายวงกว้างไปถึงประเทศเหล่านั้น โดยที่ข้าพเจ้ายังไม่ทราบเลยว่า ตำราทั้งปวงของข้าพเจ้าไปอยู่ในต่างประเทศได้อย่างไร ? คำถามท้ายบทเรื่องกสิณ ๑๐ ๑. หลักสูตรว่าด้วยสมถะกับวิปัสสนานั้น ทางศาสนามีคำบาลียืนยันไว้อย่างไร ? จงรวบรวมหลักฐานนั้นๆ มาแสดง ๒. คำว่าสมถะกับวิปัสสนานั้น มีความหมายอย่างไร ? จงแสดงอานิสงส์ของสมถะและวิปัสสนาให้ดูด้วย ๓. ที่เรียกว่า กสิณนอกกับกสิณใน คืออย่างไร ? จงแสดงการฝึกกสิณนอกและติดต่อมาถึงกสิณในตั้งแต่ต้นจนจบการฝึกมาให้ดู ๔. อุคคหนิมิตคืออะไร ? เกี่ยวพันกับนิมิตอย่างไร ? จงอธิบายการฝึกถึงขั้นใดจึงจะเกิดอุคคหนิมิต ? การจะถือว่าอุคคหนิมิตใช้การได้นั้น คืออย่างไร ? สัมพันธ์กับปฏิภาคนิมิตอย่างไร ? ๕. เขาเชิญท่านไปสอนเรื่องกสิณ ๑๐ ท่านจะมีอุปกรณ์การสอนอะไรบ้าง ? จงแสดงการสอนของท่านให้ดูทั้งการสอนภาควิชาการและภาคการฝึก ๖. ฌานคืออะไร ? มีรูปร่างอย่างไร ? จงแสดงการสร้างฌานให้เกิดแก่กายมนุษย์ละเอียดมาดู ๗. ฐาน ๗ ฐานคืออะไร ? มีความเกี่ยวพันกับการทำฌานอย่างไร ? จงอธิบาย ๘. กายอะไรบ้างที่มีฌานโดยธรรมชาติ ? ที่เรียกว่ารูปฌานกับอรูปฌานคืออะไร ? จงบอกมาให้ครบ ๙. เดินฌานสมาบัติคืออะไร ? จงบอกวิชาเดินฌานสมาบัติให้ชัดเจนด้วย ๑๐. บทฝึกว่าด้วยการนำไปใช้ มีกายใดบ้างที่ตำราบอกให้นำไปใช้ ? จงแสดงวิธีฝึกให้ดูด้วย ๑๑. การจะพูดคุยกับ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม และนิพพานให้รู้เรื่องนั้น จะต้องทำวิชาอย่างไร ? จึงจะฟังและพูดคุยกันรู้เรื่อง ๑๒. สำหรับความรู้ว่าด้วยดวงธรรมในกายนั้น สำหรับหลักสูตรสมถะชื่อของดวงธรรมมีชื่อว่าอะไร ? และดวงธรรม ๖ ดวงมีชื่อว่าอะไร ? ถ้าจะฝึกแบบใช้ดวงธรรม ๖ ดวงจะได้หรือไม่ ? ๑๓. กายต่างๆ ของเรามีกี่กาย ? จงบอกชื่อกายต่างๆ ให้ครบและจงบอกลักษณะของกายต่างๆ ให้ชัดเจนด้วย สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |