|
บทเรียนนี้หลวงพ่อสอนความรู้สำคัญ ตำราบอกให้เรารื้อเครื่องของมาร ที่มารเขามาทำเครื่องของมารแทรกซ้อนเข้ามาในเครื่องของภาคขาวนั้น เราเดินวิชารื้อเครื่องของมารเสร็จแล้ว ต่อจากนั้น เราเดินวิชาทำให้เครื่องของภาคขาวเดิมเกิดความสะอาดยิ่งขึ้น จึงได้แบ่งส่วนหนึ่งเป็นภาคธาตุและอีกส่วนหนึ่งเป็นภาคธรรม เอาภาคธรรมเป็นสมาบัติและเอาภาคธาตุเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ เพื่อให้เกิดความสะอาด แล้วเราก็เดินวิชาทำเครื่องภาคขาวขึ้นใหม่ ดังที่เราทำมาแล้วนั้น ตรงนี้เอง หลวงพ่อสอนความรู้สำคัญให้เราได้รู้ไว้ คือ ภาคมารเขามีชั้นเชิงให้เราหลงผิดไป คิดว่าเป็นการกระทำของภาคขาว แต่แท้จริงมารเขามาทำเอง คือ เขาเอาสมบัติของสายขาวใส่เครื่อง แล้วก็เดินเครื่อง ส่งผลให้เราได้รับความสุข คือ ได้ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข-มีความรู้-มีคุณวุฒิ เรียกว่ามี “สมบัติ” ส่วนที่เกิดการสุขกายสุขใจนั้น เรียกว่า “คุณสมบัติ” แต่อยู่ในปกครองของมาร มารเขาพลิกกลับสมบัติและคุณสมบัติเมื่อไร ? สมบัติและคุณสมบัติทั้งปวงนั้นจะเป็นพิษเป็นภัยทันที นี่คือความรู้สำคัญ ! ที่ไม่มีใครรู้ ! แต่หลวงพ่อท่านรู้ ! ท่านจึงเขียนตำราสอนไว้ ตัวอย่างในโลกของเราที่เราเห็นอยู่ก็คือ คนร่ำรวยมากๆ ต่อมาก็หมดตัว นี่คือมารเขาพลิกสมบัติ ดังนั้นการเรียนรู้บทเรียนนี้ เป็นความรู้สำคัญมาก ! ข้าพเจ้าอธิบายมายาว ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจ การประกอบธาตุธรรมขึ้นใหม่ เป็นธาตุธรรม ๓ อย่าง คือ เป็นธาตุตรัสรู้ธรรมตรัสรู้ ธาตุเป็นธรรมเป็น ธาตุชนะธรรมชนะ มีที่มาอย่างไร ? ตอบว่า เกิดจากประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าปราบมารมานานปี ได้รู้เห็นความจริงเข้า คำถามที่ว่า เหตุใดภาคขาวจึงแพ้มาร ? ใครจะตอบได้บ้าง ? ไม่มีใครตอบได้ทั้งนั้น ! แต่พอข้าพเจ้ารบไปนานปี จึงได้รู้ว่าภาคขาวตรัสรู้น้อย ตรัสรู้สู้มารไม่ได้ จึงรู้น้อยเห็นน้อย นี่คือประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง พอมารมากระทบเข้า ไม่ทันจะอะไรเลย ก็กลายเป็นธาตุตายธรรมตายให้ได้ นี่คืออะไรกัน ? น่าตกใจจริงๆ ! อีกประการหนึ่ง เหตุใดจึงแพ้มารมาตลอด ? เหตุนี้เอง เราจึงต้องประกอบธาตุธรรมขึ้นใหม่ ให้เป็นธาตุตรัสรู้ธรรมตรัสรู้ ให้เป็นธาตุเป็นธรรมเป็น ให้เป็นธาตุชนะธรรมชนะเสียทีเถิด ต่อไปนี้เราจะได้ไม่แพ้มารอีกต่อไป อีกกรณีหนึ่ง มารเขาอธิษฐานไว้ที่กำเนิดเดิม อธิษฐานไว้ที่เครื่อง อธิษฐานไว้ที่ดวงบารมี เวลามารเขาเดินวิชา เขาอธิษฐานว่า ไม่ให้มีใครแก้วิชาของเขาได้ และเขาพิสดารวิชาไว้ละเอียดยิบ เราจึงต้องดับวิชาของเขา และถอนวิชาของเขา ด้วยการท่องว่า ดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ ถอนปาฏิหาริย์ดับอธิษฐาน (ว่าทั้งอนุโลมปฏิโลม) นั่นเอง เมื่อไรภาคขาวจะชนะมารเด็ดขาดเสียที ? นี่คือคำถามที่ท่านทั้งหลายถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอยากชนะใจจะขาด อดทนทำวิชามาถึงวันนี้ ก็เพื่อให้ภาคขาวชนะมาร ข้าพเจ้าทุ่มเททุกอย่างแล้ว เนื้อหาสาระงานปราบมารมีอย่างไร ? จงอ่านตำราปราบมารของข้าพเจ้าให้ครบ ๕ ภาคเถิด แล้วจะได้ความรู้วิเศษอย่างที่เราไม่เคยได้ยินได้พบมาก่อนเลย ข้าพเจ้าพูดเสมอว่า โลกเรานี้มีประชากร “หกพันล้านคน” ถ้ามีใครคนหนึ่งทำวิชาปราบมารได้ โลกนี้ก็น่าอยู่น่าอาศัย ข้าพเจ้าพูดคำนี้ในตำราของข้าพเจ้าทุกเล่ม ข้าพเจ้าไม่ได้ขอมาก ขอเพียงคนเดียวเท่านั้น หากเป็นธรรมกายกันหมดโลก ก็ขอคนเดียวที่ปราบมารได้ เหตุใดข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ ? ขอให้ท่านจงดูให้ทั่ว ตั้งแต่ยุคของหลวงพ่อจนถึงยุคปัจจุบัน ดูให้ทั่ว ดูให้แจ้ง ดูให้ชัด ดูให้ถึง ถ้าท่านทำได้ครบ ๔ ดูนี้ ท่านจะทราบความหมายเองว่า เหตุใดข้าพเจ้าจึงว่าหมดโลกนี้มี “หกพันล้านคน” ขอคนเดียวที่ปราบมารได้ โลกนี้ก็น่าอยู่น่าอาศัย ? คราวนี้มาพิจารณาการเดินวิชาในขั้นตอนนี้ จะให้ละเอียดแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราเป็นสำคัญ ตามที่ข้าพเจ้าได้แสดงการเดินวิชาดับเครื่องของภาคดำมาแล้ว และตั้งเครื่องของภาคขาวขึ้นใหม่ โดยให้กายธรรมเป็นผู้เดินเครื่อง แล้วยิงกายมนุษย์พิเศษของเราเข้าไว้ในกายธรรมนั้น นั่นเป็นวิธีที่ง่าย ใครๆ ก็ทำได้ ! หากจะทำให้ดีไปกว่านั้น ให้เป็นไปตามที่หลวงพ่อท่านว่า หมายถึง ดับเครื่องปิฎกของมารให้หมด คือ อภิชฌา-พยาบาท-มิจฉาทิฏฐิ-โลภะ-โทสะ-โมหะ-ราคะ-โทสะ-โมหะ-กามราคานุสัย-ปฏิฆานุสัย-อวิชชานุสัย ละลายให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ แล้วส่งผลให้สมบัติคุณสมบัติของภาคขาวกลับมาเรืองจรัส นั่นคือ ทาน-ศีล-ภาวนา-ศีล-สมาธิ-ปัญญา-อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา-ปฐมมรรค-มรรคจิต-มรรคปัญญา-โคตรภู-โสดา-สกิทาคา-อนาคามี-พรหัต-ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า-เดินวิชาเข้านิโรธ-ตรัสรู้ในนิโรธ เหล่านี้เป็นสมบัติเป็นคุณสมบัติของภาคขาว เราจะเดินวิชาอย่างไร ? นี่คือคำถามของผู้เรียน ตอบทันทีว่า ไม่ยาก ! ไม่มีอะไรยากแล้ว มาถึงตรงนี้แล้ว ไม่มีอะไรยาก ! สะดวกโยธินด้วยประการทั้งปวง โดยให้เดินวิชาเป็นอนุโลมปฏิโลม แล้วเข้านิพพานไปให้ลึกๆ ไปซ้อนกายสับกายกับพระพุทธองค์ ตามแนววิชาซ้อนสับทับทวี (ตามหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดารภาค ๑ ข้าพเจ้าเขียนขยายความไปแล้ว) แล้วเดินวิชาเป็นปฏิโลมกลับมาถึงกายมนุษย์ ดับเครื่องปิฎกของมารที่กำเนิดกายมนุษย์ให้หมด เดินวิชาให้ละเอียดเข้าไป ตามแนวที่เคยทำมาแล้ว พอเครื่องของภาคขาว เกิดความขาวและใสขึ้น เราไม่ต้องเดินวิชากสิณ เพราะการไปซ้อนวิชาในนิพพานช่วยให้เราสะอาดขึ้น พอแก่ความต้องการแล้ว เราก็หยุดนิ่งกลางดวงธรรมของเครื่อง แล้วอาราธนากายธรรมซ้อนดวงทาน-ศีล-ภาวนาลงไป จากนั้นหยุดกลางดวงธรรมที่ซ้อนกันนั้น ท่องใจหยุดในหยุด เกิดดวงปฐมมรรค นิ่งกลางดวงปฐมมรรคเกิดดวงมรรคจิต นิ่งกลางดวงมรรคจิตเกิดดวงมรรคปัญญา นิ่งกลางดวงมรรคปัญญาเกิดกายธรรมโคตรภู ส่งใจมองดูดวงธรรมในท้องกายธรรมโคตรภู ท่องใจหยุดในหยุด เห็นดวงปฐมมรรค-ดวงศีล-ดวงสมาธิ-ดวงปัญญา-ดวงวิมุตติ-ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เกิดกายธรรมพระโสดาตามแนวนี้ เกิดกายธรรมพระสกิทาคามี-พระอนาคามี-พระอรหัต (กายละ ๖ ดวงธรรม การเกิดกายธรรมนั้น จะให้เกิดกายธรรมครบแบบกายธรรมหยาบละเอียดก็ได้ คือกายธรรมโคตรภูหยาบ แล้วเกิดกายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดาหยาบ ......... เรื่อยไป จนถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียดก็ได้ จะเดินวิชาแบบย่อตามตำราก็ได้ เลือกเอาตามใจชอบ) คราวนี้ กล่าวถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด จะยกฐานะเป็นกายธรรมพระพุทธองค์นั้น ก็เดินวิชาธรรมดานี่เอง คือเดินดวงธรรมอีก ๖ ดวงก็ถึงกายธรรมองค์ใหม่ กายธรรมองค์ใหม่นี้คือกายธรรมที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คือใสยิ่งขึ้น นั่นเอง เป็นขั้นตอนที่ตำราบอกว่า เดินวิชาเข้านิโรธ-ตรัสรู้ในนิโรธ เหล่านี้เป็นสมบัติ เป็นคุณสมบัติ เป็นบุญศักดิ์สิทธิ์ของภาคขาว ภาคขาวก็จะทวีเพิ่มพูนไพบูลย์ขึ้น นับอายุธาตุอายุบารมีไม่ถ้วนสำหรับกายนั้น ๆ ตั้งแต่กายมนุษย์จนถึงกายธรรม และกายสุดหยาบสุดละเอียดทีเดียว คำว่าเดินวิชาเข้านิโรธก็คือ เดินวิชาเข้านิพพานไปต่อรู้ต่อญาณกับพระพุทธองค์ แล้วก็เรียนรู้ความลึกซึ้งของวิชาต่อไป | การประกอบกายมีอีกวิธีหนึ่ง | กล่าวถึงขั้นตอนการเดินวิชาว่า จะเอาครบแบบ ๑๘ กาย หลักก็ได้ มีวิธีทำดังนี้ เมื่อถึงขั้นตอนเกิดดวงปฐมมรรค เกิดดวงมรรคจิต เกิดดวงมรรคปัญญาแล้ว ก็ให้เกิดกายมนุษย์พิเศษขึ้น ต่อไปเกิดกายมนุษย์ละเอียด-กายทิพย์หยาบ-กายทิพย์ละเอียด กายละ ๖ ดวงธรรมเรื่อยไป จนถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด ครบ ๑๘ กายตรงนี้แล้ว ต่อจากนั้น เป็นขั้นตอนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็เข้านิโรธต่อไป การเดินวิชาไปดูอบายภูมิ ๔ คือ เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรฉาน และนรก ไม่ยากแล้ว ให้ท่านเดินวิชาเอง เมื่อพบสมาชิกของอบายภูมิ เราก็นึกเอากายธรรมส่งใจมองดูดวงธรรมในท้องของเขา นึกซ้อน เห็น-จำ-คิด-รู้ ของเราซ้อนกับ เห็น-จำ-คิด-รู้ ของเขา แล้วก็นิ่งและหยุด จากนั้น ก็ดูเรื่อยไป ถ้าจะพูดกับเขา ก็พูดตรงจุดใสเท่าปลายเข็ม และได้ยินตรงจุดใสเท่าปลายเข็มนั้น ไม่ยากเลย แต่ในสมัยนี้ไม่มีใครทำได้ ! ข้าพเจ้าเสียใจมาก ! ทุกเรื่องไปถามข้าพเจ้าคนเดียว ข้าพเจ้าจึงรับภาระหนักอยู่คนเดียวตลอดมา มาถึงตรงนี้ ไม่มีอะไรยาก ข้าพเจ้าเดินวิชาเป็นตัวอย่างมาแล้ว ไม่ต้องอธิบายอีก ตำราก็แจกแจงความรู้ไว้แล้ว เราก็ทำตามตำรานั้น ข้าพเจ้าเอาใจช่วยขอให้ทุกคนเก่งกว่าข้าพเจ้า ไม่ว่าใครทั้งนั้น ขอให้เก่งกว่าข้าพเจ้าทุกคน ตั้งใจเช่นนี้มานานแล้ว จึงตั้งใจสอนเขา มีเจตนาให้เขาเก่งกว่าเสมอไป ได้แนวคิดนี้มาจากแม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านเคยบอกข้าพเจ้าว่า เมื่อจะสอนใคร ? จงตั้งใจให้เขาเก่งกว่าเรา หากเราขัดข้องอะไร ? เขาจะได้ช่วยเราได้ ท่านพูดไว้อย่างนี้ ถูกเหตุผลด้วยประการทั้งปวง ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ มาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันที่ข้าพเจ้ามีอายุมากแล้ว ก็ยังไม่เห็นมีใครเก่ง ข้าพเจ้าก็เลยจำเป็นต้องเก่งไปก่อน ทำหน้าที่แทนท่านทั้งหลายมานานแล้ว เมื่อไรท่านจะเก่งเสียที ? ข้าพเจ้าจะได้พักงานบ้าง ตำราทั้งปวงขยายความให้ครบทุกหลักสูตรแล้ว เผยแพร่วิชาก็ทำให้ดูแล้ว ปราบมารก็ทำให้ดูแล้ว แต่งตำราให้ครบถ้วนแล้ว ข้าพเจ้าทำให้ดูเป็นตัวอย่างมาครบถ้วนแล้ว ขอให้ท่านเก่งด้วยกันทุกท่านทุกคนเถิด ๑. อบายภูมิคืออะไร ? จงอธิบาย คำกล่าวที่ว่า “แผ่นดินพูดไม่ได้ ก็ไม่มีสิทธิ์ได้เกิด” คืออย่างไร ? ๒. จงแสดงการเดินวิชาเพื่อช่วยสัตว์นรกมาดู ๓. จงแสดงการเดินวิชาเพื่อพูดกับสัตว์นรกมาให้ชัดเจน ๔. คำกล่าวที่ว่า “ภพมีทั้งภพนอกกายและภพในกาย” นั้น คืออย่างไร ? จงอธิบาย จงแสดงเครือข่ายความเกี่ยวข้องของภพมาให้ดู และจงบอกถึงความต่างกันระหว่างภพใหญ่กับภพน้อยว่าต่างกันอย่างไร ? ๕. ภพในกายต่างกับภพนอกกายในประเด็นสำคัญอะไรบ้าง ? จงชี้แจง ๖. จงแสดงการเดินวิชาเพื่อดูความเป็นอยู่ของมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม และกายธรรม มาดู การเดินวิชามี ๔ ลำดับขั้นตอนนั้น คืออะไรบ้าง ? ๗. การที่เราพบเห็นคนร่ำรวย แต่ต่อมาเขามีฐานะหมดตัว จงแสดงความรู้ว่าเป็นเพราะอะไร ? และจะแก้ไขอย่างไร ? ๘. ในบทเรียนนี้ จงบอกว่าปิฎกของภาคขาวและภาคมารมีอะไรบ้าง ? จงบอกให้ครบ ๙. การทำให้สะอาดคืออย่างไร ? การจะตั้งเครื่องภาคขาวขึ้นนั้น จะต้องทำของเดิมให้สะอาดก่อนเสมอไป จงแสดงวิชาทำให้สะอาดมาดู ๑๐. จงแสดงการเดินวิชาเพื่อตั้งเครื่องของธรรมภาคขาวมาดู เหตุใดเราจึงต้องตั้งเครื่องของธรรมภาคขาว ? จงชี้แจงเหตุผล ๑๑. ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา นั้น คืออะไร ? จงแสดงการเดินวิชามาดู ๑๒. กายมนุษย์พิเศษคืออะไร ? การทำให้กายมนุษย์พิเศษมีฤทธิ์เดชนั้น มีวิธีทำอย่างไร ? ในการปรุงเครื่องของภาคขาว ท่านกล่าวให้ใช้กายมนุษย์ ท่านเข้าใจอย่างไร ? จงอธิบาย ๑๓. การปรุงเครื่องของภาคขาว ตามที่เราเดินวิชามานั้น ตำราท่านสั่งให้ใช้กายมนุษย์ เมื่อเราทำเครื่องของภาคขาวเสร็จแล้ว การใช้กายมนุษย์บังคับเครื่อง ท่านมีวิธีอย่างไร ? (เอากายมนุษย์พิสดารไว้ในกายธรรม เพราะยุติว่าใช้กายธรรมบังคับเครื่อง) ๑๔. เมื่อเดินวิชาดับปิฎกของมารให้ดับแล้ว ต่อมาเป็นขั้นตอนให้เกิดสมบัติและคุณสมบัติของภาคขาว การเดินวิชามี ๒ วิธี คืออะไร ? จงแสดง ๑๕. คำว่า “สมบัติ” และคำว่า “คุณสมบัติ” คืออะไร ? ๑๖. การช่วยสัตว์นรก การเดินวิชามาจนครบกระบวนความแล้ว มาถึงขั้นตอนที่ว่า พาเขาเหล่านั้นไปฟังธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดา ถามว่ามีวิธีเดินวิชาอย่างไร ? ทำอย่างไรเขาจึงไปฟังธรรมได้ ? จงแสดงความรู้ ๑๗. ทำไมมนุษย์ไปสู่อบายภูมิเมื่อเขาได้ตายไปแล้ว ? จงอธิบาย ๑๘. การที่มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม และกายธรรม เกิดความทุกข์ร้อนนั้น เป็นเพราะอะไร ? จงอธิบาย (มารเขามาปกครอง โดยเขาเดินเครื่องปกครองในกายของเรา เราจึงเกิดความเดือดร้อน การที่เราเรียนวิชาชั้นสูงนั้น ก็เพื่อแก้วิชาของมาร นั่นเอง มารเขาปกครองหมด ปกครองพวกเราคือ มนุษย์ ปกครองชาวสวรรค์ ปกครองพรหม ปกครองอรูปพรหม และยังไปปกครองอายตนะนิพพานด้วย มารเขาเป็นเจ้าโลก เขาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรม ถ้าเราไม่เรียนวิชาธรรมกายให้ลึกซึ้ง เราจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย ? ถ้าอยากรู้ละเอียดกว่านี้ ต้องอ่านตำราปราบมารภาค ๑-๒-๓-๔-๕ รวม ๕ ภาค) ๑๙. ตำราบรรยายว่า เมื่อทำวิชาดับปิฎกของมารได้แล้ว ส่งผลให้สมบัติและคุณสมบัติของภาคขาวเรืองจรัส นั่นคือ ทาน-ศีล-ภาวนา-ศีล-สมาธิ-ปัญญา-อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา-ปฐมมรรค-มรรคจิต-มรรคปัญญา-โคตรภู-โสดา........ฯ-ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า-เดินวิชาเข้านิโรธ ฯ นั้น หมายความว่าอย่างไร ? (หมายความว่า เมื่อปิฎกของมารดับลงแล้ว ภาคขาวก็จรัสแสงกลับมามีฤทธานุภาพตามเดิม เช่น ทาน-ศีล-ภาวนา ก็มีอิสระเสรี แม้ศีล-สมาธิ-ปัญญา ก็ปลอดภัยกันหมด รวมไปถึงกายธรรมทั้งปวงปลอดภัย คงตรัสรู้ได้ต่อไปไม่มีอะไรขัดขวางอีกต่อไป ตัวอุปสรรคตัวขัดขวางคือปิฎกของมารนั่นเอง) ๒๐. ท่านเรียนมาถึงบทเรียนนี้แล้ว เกิดความคิดรวบยอดอย่างไร ? จงบรรยาย (ไม่ว่ามนุษย์ ไม่ว่าชาวสวรรค์ ไม่ว่าพรหม ๑๖ ชั้น ไม่ว่าอรูปพรหม ๔ ชั้น ไม่ว่านิพพาน มารเขายึดอำนาจปกครองทั้งนั้น การปกครองของเขา เขาใช้ปิฎกของเขา คือปิฎกของมารสอดแทรกเข้ามา หุ้ม-เคลือบ-เอิบ-อาบ-ซึม-ซาบ ในธาตุธรรมของภาคขาวทั้งหมด โดยแทรกเข้ามาในกายของเราทั้งหมด ดังที่เราเรียนอยู่ในบทเรียนนี้ เราจึงต้องเรียนวิชาแก้การสอดแทรกของมารในบทเรียนนี้ คนทั้งโลกไม่มีใครรู้ ! ไม่ว่าใครถ้าไม่เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูงแล้ว ไม่รู้ทั้งนั้น ! ต้องเข้าถึงวิชาชั้นสูงเท่านั้นที่จะรู้เห็นได้ ถ้าเป็นวิชาธรรมกายอ่อนๆ ก็ไม่รู้เรื่องอะไร ! จึงน่าหนักใจ ! เพราะทุกวันนี้ คนเป็นวิชาที่จะใช้การได้นั้น ไม่มีแล้ว ! ถึงจะเรียนจบปริญญาชั้นสูงทั่วโลก ก็รู้เห็นไม่ได้ ต้องเป็นธรรมกายสถานเดียวเท่านั้น ! และต้องเป็นระดับชั้นสูงด้วย ! จึงจะรู้เรื่อง ข้าพเจ้าเอาใจช่วยทุกคน ขอให้เข้าถึงวิชาชั้นสูง ข้าพเจ้าทำตำราขึ้นก็เพื่อช่วยท่านั้งหลาย ทำมานานแล้ว ทำมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่) สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |