Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรระดับสูง arrow วิชชามรรคผลพิสดาร2
วิชชามรรคผลพิสดาร2(8) PDF พิมพ์ ส่งเมล

อธิบายสมถกรรมฐาน ๔๐ นี้

     ปฏิบัติบุรพภาคเบื้องต้นสำเร็จด้วยกายมนุษย์ก่อน เมื่อได้ “รูปฌาน” ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปสำเร็จด้วยกายทิพย์ รูปฌานกับกายทิพย์นั้นเกิดพร้อมกัน ไม่ก่อนไม่หลัง คือพอกายทิพย์เกิดขึ้น รูปฌานก็มารองรับอยู่ใต้ที่นั่งของกายทิพย์พร้อมกันในขณะเดียวกันทีเดียว คือไม่ก่อนไม่หลังกัน

     เมื่อถึงอรูปฌาน ๔ สำเร็จด้วยกายปฐมวิญญาณละเอียด อรูปฌานกับกายปฐมวิญญาณละเอียดเกิดพร้อมกัน ไม่ก่อนไม่หลังกัน คือพอกายปฐมวิญญาณละเอียดเกิด อรูปฌานซึ่งเป็นของคู่กัน ก็มารองรับอยู่ใต้ที่นั่งของกายปฐมวิญญาณละเอียดพร้อมกันในขณะเดียวกันทีเดียว ไม่ก่อนไม่หลังกัน เหมือนยานพาหนะสำหรับขับขี่ มาคอยรองรับผู้จะไปที่ต่างๆ ฉะนั้น

 

สมถกรรมฐาน ๔๐ สำเร็จด้วยกาย ๓ ประการ

     ๑. เบื้องต้นแต่กาลก่อนไม่ได้ฌาน กระทำความเพียรปฏิบัติอยู่ ตอนนี้ใช้กายมนุษย์ไปจนกว่าจะได้ปฐมฌาน

     ๒. เมื่อได้รูปฌานตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปแล้ว ตอนนี้ใช้กายทิพย์ไปจนกว่าจะได้อรูปฌาน

     ๓. เมื่อได้อรูปฌาน ตั้งแต่ “อากาสานัญจายตนะฌาน” ขึ้นไปแล้ว ตอนนี้ใช้กายปฐมวิญญาณละเอียดไป จนกว่าจะถึง “อรูปฌาน ขั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน” เช่นนี้แล้วเรียกว่าสุดยอดโลกีย์หรือเรียกว่าสุดยอดสมถะ

 

สมถกรรมฐานกำจัดกิเลสได้เป็นชั้นๆ เข้าไป

     ๑. ปฏิบัติชั้นต้นด้วยกายมนุษย์ กำจัดกิเลส คือ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ

     ๒. ปฏิบัติถึงชั้นรูปฌานด้วยกายทิพย์ กำจัดกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ

     ๓. ปฏิบัติถึงอรูปฌานด้วยกายปฐมวิญญาณละเอียด กำจัดกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นอันว่าสุดชั้นโลกีย์และชั้นสมถะ ๔๐

( จบเนื้อหาของ “สมถะ” จากต้นฉบับแค่นี้)

 

อธิบายเนื้อหาของ สมถะ

     เราต้องรู้ความเป็นไปความเป็นมาของหลักสูตรก่อนว่า มีที่มาอย่างไร ? นั่นคือค้นได้จากเทศน์ของหลวงพ่อ เป็นความรู้สำคัญ ! จึงขอคัดลอกมาดังนี้

     คำสอนข้อ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ คือการทำใจให้สว่างใสนั้น จะต้องเรียนความรู้ถึง ๒ หลักสูตร คือหลักสูตรสมถะและหลักสูตรวิปัสสนา ดังมีบาลีแสดงไว้ว่า

เทวฺเม ภิกฺขเว วิชฺชาภาคิยา

(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิชามี ๒ อย่าง)

กตเม เทว

(๒ อย่าง อะไรบ้าง ?)

สมโถ จ วิปสฺสนา จ

(สมถะ แปลว่า ความสงบระงับอย่าง ๑ และวิปัสสนา แปลว่า ความเห็นแจ้งอย่าง ๑)

สมโถ ภาวิโต กิมตฺถมนุโภติ

(สมถะเป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร ?)

จิตฺตํ ภาวิยติ

(ต้องการให้จิตเป็นขึ้น)

จิตฺตํ ภาวิตํ กิมตฺถมนุโภติ

(จิตเป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร ?)

โย ราโค โส ปหียติ

(ความกำหนัดยินดีอันใดที่มีอยู่ในใจ ความกำหนัดยินดีอันนั้นหมดไป ด้วยสมถะ ความสงบระงับนั้น)

วิปสฺสนา ภาวิตา กิมตฺถมนุโภติ

(วิปัสสนาเป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร ?)

ปญฺญา ภาวิยติ

(ต้องการทำปัญญาให้เป็นขึ้น)

ปญฺญา ภาวิยติ กิมตฺถมนุโภติ

(ปัญญาเป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร ?)

ยา อวิชฺชา สา ปหียติ

(ความไม่รู้จริงอันใดที่มีอยู่ในใจ ความไม่รู้จริงอันนั้นหมดไป ด้วยวิปัสสนา ความเห็นแจ้ง)

     นี่คือที่มาของคำว่า “สมถะ” และคำว่า “วิปัสสนา” คำแปลเป็นไทย ได้ทำวงเล็บไว้แล้ว

 

ความหมายของคำในทางปฏิบัติ

     สมถะ แปลว่า ใจหยุด ใจนิ่ง

     วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้ง

     สมถะเป็นหลักสูตรเบื้องต้น ส่วนวิปัสสนาเป็นหลักสูตรชั้นสูง ถ้าเรียนสมถะไม่ได้ ก็หมดหวังในหลักสูตรวิปัสสนา

     กล่าวถึงการเรียนหลักสูตรสมถะ ถ้ากำหนดนิมิตไม่ได้ แปลว่าเรียนไม่ได้ คือทำอะไรไม่ได้เลย คำบาลีที่ว่า จิตฺตํ ภาวิยติ ซึ่งแปลว่า ต้องทำจิตให้เป็นขึ้น มีความหมายอย่างไร ? หมายความว่าต้องทำนิมิตให้เกิดขึ้นได้ พอนึกก็เห็นได้โดยใจ เขากำหนดให้ทำกสิณ ๑๐ อย่าง เราก็ต้องทำได้ คือกำหนดนิมิตได้ จึงจะหมายถึง ว่าจิตทำเป็นแล้ว

     สมถะ แปลว่า ใจหยุด ใจนิ่ง หมายความว่า ใจไม่รับอารมณ์ที่เป็นกิเลส ถ้าใจยังคิด ยังนึก แปลว่าใจยังไม่หยุด

     “หยุด” หมายความว่า หยุดคิดหยุดนึก แล้วใจจะรวมเป็น “หนึ่ง” เหมือนรถยนต์เบรค ภาวะเช่นนี้แสดงว่าใจเริ่มใสแล้ว แล้วสภาพใจจะราบเรียบ ไม่เป็นคลื่น ไม่เป็นลูกคลื่น สภาพใจจะนิ่งเหมือนน้ำนิ่งไม่มีกระแสลมสัมผัส ช่วงนี้เองจะกำหนดนิมิตได้ เกิดอุคคหนิมิตเป็นดวงใส ต่อจากนั้นสภาพใจจะใสขึ้นเองเป็นอัตโนมัติ นึกขยายดวงใสให้เล็กก็ได้ขยายให้ใหญ่ก็ได้ แปลว่าทำปฏิภาคนิมิตได้แล้ว

     ความยากอยู่ที่ทำนิมิตเท่านั้น ถ้าทำนิมิตไม่ได้ ก็เข้าจุดเริ่มต้นของสมถะไม่ได้ ดังนั้น ครูผู้ฝึกต้องมีเทคนิควิธีหลายอย่าง ต้องเรียนรู้กันมาก การฝึกทางใจไม่ว่าที่ใด ? ล้มเหลวทั้งนั้น ! แปลว่า ครูผู้ฝึกเรียนรู้มาน้อย ไม่เหมาะแก่การเป็นครู สมถะและวิปัสสนาในทางปฏิบัติ

     ในการปฏิบัตินั้น ท่านใดเห็นนิมิตแล้ว ดวงนิมิตที่เห็นจะเป็นสื่อให้เห็นดวงธรรมที่แท้จริง คือดวงใสที่ศูนย์กลางกายของเรา ๖ ดวงธรรม กายละ ๖ ดวงธรรม แล้วเห็นกายมนุษย์ละเอียดของตัวเราเอง (กายฝัน) เห็นกายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายพรหมหยาบ (กายรูปพรหมหยาบ) กายพรหมละเอียด (กายรูปพรหมละเอียด) กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด คือเห็นดวงธรรมในกายๆละ ๖ ดวงธรรม ตั้งแต่กายมนุษย์ตัวเรา จนมาถึงกายอรูปพรหมละเอียด รวม ๘ กาย นี่คือหลักสูตรสมถะหรือโลกียธรรม

     ครั้นมาถึงกายอรูปพรหมละเอียดแล้ว เห็นธรรมมาเป็นลำดับ ก็มาเห็นกายธรรม ตั้งแต่กายธรรมเล็กไปจนถึง กายธรรมใหญ่ คือ กายธรรมโคตรภูหยาบ กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดาหยาบ กายธรรมพระโสดาละเอียด กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ กายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด กายธรรมพระอนาคามีหยาบ กายธรรมพระอนาคามีละเอียด กายธรรมพระอรหัตหยาบ กายธรรมพระอรหัตละเอียด รวม ๑๐ กายธรรม

     เป็นหลักสูตรวิปัสสนาหรือโลกุตรธรรม ท่านที่ทำได้เป็นท่านแรกคือหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในประวัติศาสตร์การเรียน ยังไม่มีใครทำได้ ! มีหลวงพ่อเท่านั้นที่ทำได้พวกเราก็เรียนมาจากหลวงพ่ออีกที ถามต่อไปว่า จะมีใครอธิบายได้ไหม ? ตอบทันทีว่า ไม่มีใครอธิบายได้ หลวงพ่ออธิบายได้เพียงองค์เดียวเท่านั้น เกจิอาจารย์อื่นที่โด่งดังตามที่เราทราบนั้น อธิบายไม่ได้เลย ! เพราะอะไรหรือ ? เพราะปฏิบัติไม่ถึงจึงไม่รู้ไม่เห็น เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ก็อธิบายไม่ได้

     เกจิอาจารย์ตั้งแต่อดีตมา อย่างมากก็ทำกสิณได้ ก็ได้แค่นั้น จะสูงจากนั้นยังไม่มีใครทำได้เลย !

 

หลักสูตรสมถะและหลักสูตรวิปัสสนาต่างกันอย่างไร ?

     สมถะเป็นเบื้องต้น ชั้นสูงคือวิปัสสนา ต้องเรียนหลักสูตรเบื้องต้นให้ได้ก่อน แล้วจึงจะขึ้นหลักสูตรวิปัสสนา เนื้อหาความรู้ของหลักสูตร ต่างกันดังนี้

 

หลักสูตรสมถะหรือโลกียธรรม

(๑.) กสิณ ๑๐

(๒.) อสุภะ ๑๐

(๓.) อนุสสติ ๑๐

(๔.) พรหมวิหาร ๔

(๕.) อรูปฌาน ๔ (อรูปกรรมฐาน ๔)

(๖.) อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑

(๗.) จตุธาตุววัตถาน ๑

     เรียกสมถะมีภูมิ ๔๐ หรือเรียกอารมณ์สมถะ ๔๐ หรือ สมถะ ๔๐ หรือโลกีย์ ๔๐ ก็สุดแต่จะเรียก

 

หลักสูตรวิปัสสนาหรือโลกุตรธรรม

(๑.) ขันธ์ ๕

(๒.) อายตนะ ๑๒

(๓.) ธาตุ ๑๘

(๔.) อินทรีย์ ๒๒

(๕.) อริยสัจ ๔

(๖.) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒

     เรียกว่าวิปัสสนาภูมิ ๖ (คือนับหัวข้อ ไม่นับรายละเอียด) หรือวิปัสสนา ๗๓ (นับรายละเอียด) หรือเรียกโลกุตระ ๗๓ ก็สุดแต่จะเรียก

 

ทำไมหลักสูตรสมถะจึงมีมากมายปานนั้น ?

     โดยเฉพาะเรื่องกสิณ ๑๐ – อสุภะ ๑๐ – อนุสสติ ๑๐ ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะแก่จริตของคน เช่น คนใจบาป ก็ต้องให้เพ่งอสุภะ คนใจบุญสุนทาน ก็ให้เพ่งอนุสสติ เป็นต้น วัตถุประสงค์ของนิมิตก็เพื่อให้เกิดความสงบทางใจก่อน เพราะถ้าไม่กำหนดอะไรเลยนั้น การพัฒนาใจก็ล้มเหลว เนื่องจากปกติใจของเราคิดอะไรๆ ไปร้อยแปดไม่มีโอกาสสงบระงับเลย เมื่อใจเกิดความสงบแล้ว การพัฒนาใจจึงทำง่ายขึ้น

     แต่ที่พวกเราเพ่งดวงแก้วขาวนั้น เป็นอาโลกกสิณ คือเอาแสงสว่างเป็นนิมิต ท่านใช้ดวงแก้วขาว เพราะเหมาะกับจริตของคนทุกประเภทนั่นเอง

 

หลวงพ่อวัดปากน้ำอธิบายเนื้อวิชาทั้งสมถะและวิปัสสนา ได้แจ่มแจ้ง
ท่านอื่นทำไม่ได้เพราะปฏิบัติไม่ถึง

     เนื้อหาสาระของความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติทางใจ ทั้งหลักสูตรสมถะและหลักสูตรวิปัสสนา มีอยู่ในตำราแล้ว เป็นตัวหนังสือภาษาไทยไม่มากนัก นั่นเป็นทฤษฎี นั่นยังเป็นปริยัติ ยังไม่ลงสู่การปฏิบัติ การบอกรายละเอียดแห่งวิธีการปฏิบัติไม่มี ! นี่คือทางตัน ! จะหวังพึ่งผู้เป็นเปรียญธรรมให้อธิบายชี้แจงแนวทางปฏิบัติ ท่านก็จนปัญญา เพราะท่านเรียนภาษาให้แปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทยเท่านั้น เนื้อหาและอรรถรสแห่งธรรมนั้น บอกไม่ได้ เพราะไม่มีรายละเอียดในบาลีอย่างนั้น นี่คือทางตันของมรรคผลนิพพาน

     แต่พวกเราดวงยังดี ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านอธิบายได้หมด ตั้งแต่ความรู้ปริยัติลงสู่การปฏิบัติ หลวงพ่ออธิบายได้หมดชี้แจงได้หมด ทำให้มรรคผลนิพพานโล่งโปร่งใสในตอนนี้

     ที่แปลกใจกันมากก็คือ หลวงพ่อเทศน์ด้วยการแปลบาลีอย่างคล่องตัว แล้วขยายความเป็นภาษาไทย จากนั้นโยงเรื่องเข้าสู่ภาคปฏิบัติ ปฏิบัติทั้งภาคสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป

     ในยุคนี้เอง ตำราภาคปฏิบัติของศาสนาได้รับการเคาะฝุ่น เอาออกมาเรียนรู้ นำสู่ประชาชน ทำให้หมอน้ำมนต์และหมอไสยศาสตร์เสื่อมไป เพราะไม่ใช่ความรู้ทางปฏิบัติของศาสนา นับว่าหลวงพ่อท่านเป็นผู้บุกเบิกให้สมถะและวิปัสสนาได้รับการฟื้นสภาพให้มีการเรียนรู้กันมาตราบเท่าทุกวันนี้

     สรุปให้เห็นชัดว่า การปฏิบัติหลักสูตรสมถะนั้น มีการปฏิบัติกันได้บ้าง แต่ไม่เต็มรูปแบบของหลักสูตร นี่คือประวัติการเรียนก่อนยุคหลวงพ่อ จะก่อนสักกี่ร้อยยุคก็ตาม ส่วนหลักสูตรวิปัสสนานั้น ไม่มีเกจิอาจารย์ใดทำได้เลย ! ไม่ว่าก่อนยุคของหลวงพ่อสักเท่าไรก็ตาม

     หลักสูตรสมถะก็คือเรื่องการกำหนดนิมิต นิมิตเป็นสื่อให้เห็นธรรม เราทำได้เพียงแค่เห็นนิมิต แต่การจะไปเห็นธรรมนั้นไม่มีความสามารถจะทำได้ แต่ไหนแต่ไรก็เป็นอย่างนี้ แต่หลวงพ่อท่านทะลุเห็นธรรมได้เลย จึงเข้าหลักสูตรวิปัสสนาได้ ก็ต้องว่าเป็นบารมีธรรมของท่าน

     ทำไมจึงว่าหลักสูตรวิปัสสนายาก ? ตอบว่า ที่ว่ายากเพราะต้องถึงกายธรรม และอาศัยรู้และญาณทัสสนะของกายธรรมไปรู้เห็น จึงจะเรียนได้ เพราะเป็นเรื่องของใจทั้งนั้น ใจหยาบคือขันธ์ ๕ ใจละเอียดมองเห็นยากแล้ว ได้แก่ใจในรูปแบบของอายตนะ ๑๒ – ธาตุ ๑๘ – อินทรีย์ ๒๒ ซึ่งเป็นใจละเอียด ต้องอาศัยรู้ญาณทัสสนะของกายธรรมช่วย จึงจะรู้เห็นได้ พอข้าพเจ้าชี้แจงมาถึงตรงนี้ ท่านเห็นเหตุผลที่ชี้แจง เห็นความจริงที่ชี้แจงให้ทราบ ท่านหมดข้อข้องใจ ถามว่ายุคใดและอาจารย์ใดบ้างที่เห็นกายธรรม ? สืบถอยหลังไปเถิด ก็จะได้คำตอบว่า ไม่มีเลย ! แต่ก็ดังกันไปตามเรื่องตามบรรยากาศ จนชื่อเสียงของเกจิอาจารย์นั้นตกทอดมาถึงยุคของเรา เราหลงว่าเกจิอาจารย์ผู้นั้นเก่ง เพราะเราเชื่อตามกันมา เชื่อตกทอดกันมา ครั้นข้าพเจ้าตรวจสอบเข้า ไม่เป็นจริงตามความเชื่อที่ว่านั้น จึงขอทำความเข้าใจให้ถูกต้องเสียแต่วันนี้

     มีหลายท่านถามข้าพเจ้า ถามว่าองค์นั้นกระดูกขาวเป็นแก้วแล้ว เป็นพระอรหันต์ไปแล้วใช่ไหม ? ข้าพเจ้าตอบว่าการไปอยู่ในอายตนะนิพพาน เราไปอยู่ด้วยกายธรรม ก็เมื่อไม่เห็นกายธรรมและไม่ได้ฝึกละสังโยชน์ ๑๐ จะได้เป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร ? มันผิดตำรา ! แต่การที่กระดูกขาว แปลว่ากิเลสของท่านน้อยแล้ว แปลว่าใกล้แล้ว ต้องกลับมาเกิดอีก ต้องมาเห็นกายธรรมให้ได้ แล้วละสังโยชน์ ตอนนั้นจึงพิจารณากันใหม่ ข้าพเจ้าตอบไปอย่างนั้น ดังนั้นในชาตินี้เราจงจ้องให้เห็นกายธรรมไว้ก่อน เรียนให้ได้ ! ฝึกให้ได้ ! เรื่องอื่นว่ากันทีหลัง จึงจะถือว่าเป็นความคิดที่ฉลาด !

สารบัญ 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 24 November 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org